ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร( ARDA) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกกระเทียมในพื้นที่ 50,346 ไร่ จังหวัดศรีสะเกษแม้จะเป็นแหล่งผลิตกระเทียมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เกษตรกรกลับต้องเจอปัญหาราคาตกต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้เกษตรกรปลูกกระเทียมลดลงจากปี 2560 มีการเพาะปลูก 25,682 ครัวเรือน ปัจจุบันลดลงเหลือ 13,901 ครัวเรือน ด้วยเหตุนี้ ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาโครงการ “การถ่ายทอดองค์ความรู้ห่วงโซ่การแปรรูปและการยกระดับเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่ากระเทียมจังหวัดศรีสะเกษสู่ผลิตภัณฑ์กระเทียมดำศรีสะเกษ”
ผศ. ดร.จิรนันต์ รัตสีวอ หัวหน้าโครงการวิจัยยกระดับกระเทียมพื้นบ้านสู่ “กระเทียมดำไทยสายพันธุ์แรก” กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีคณะวิจัยได้จัดทำแปลงสาธิตต้นแบบจำนวน 13 แปลง และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรกว่า 50 ราย ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตกระเทียมตามมาตรฐาน GAP และ GI ไปจนถึงการแปรรูปเป็น “กระเทียมดำ” ด้วยเครื่องบ่มอุณหภูมิ 60–90 °C และความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 80-85 ภายใต้หลักการเกิด ปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard Reaction) ที่ทำให้กลีบกระเทียมเปลี่ยนเป็นสีดำ รสหวานนุ่ม ไม่มีกลิ่นฉุน และเก็บได้นานกว่า 12 เดือน พร้อมยังอุดมไปด้วยสารสำคัญทางชีวภาพ เช่น S-allylcysteine (SAC) สารฟีนอลิกและสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง โดยงานวิจัยพบว่า “กระเทียมดำศรีสะเกษ” มีปริมาณ SAC 0.485 มก./กรัม (แบบโทน) และ 0.399 มก./กรัม (แบบกลีบ) อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญของอาหารสุขภาพระดับพรีเมียม
นางวิลาวัณย์ แก้วคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์พัฒนาสตรี หมู่ 6 กล่าวว่า เดิมปลูกกระเทียมมานานกว่า 30 ปี บนพื้นที่ 2 ไร่ ต้องเผชิญกับปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน และขาดองค์ความรู้ด้านการปลูกแบบถูกวิธี ทำให้ผลผลิตค่อนข้างน้อย เก็บได้เพียง 300 กิโลกรัมต่อไร่ ขายได้เพียง 24,000 บาทต่อปี หักต้นทุน10,000 บาทแล้วแทบไม่เหลืออะไร จึงรวมกลุ่มกับชาวบ้านก่อตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์พัฒนาสตรีบ้านเมืองแสน หมู่ 6” มีสมาชิก 13 คน พื้นที่ปลูกรวม 10 ไร่ และได้เข้าร่วมโครงการวิจัยของ ARDA
“โครงการนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตกระเทียมคุณภาพดี หัวใหญ่ขึ้น กระเทียมสดขายได้ถึง 180–200 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมเพียง 80 บาทต่อกิโลกรัม และที่สำคัญเมื่อนำมาแปรรูปเป็น ‘กระเทียมดำ’ ราคาขายสูงถึง 2,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยในปี 2567 ที่ผ่านมากลุ่มของเราสามารถแปรรูปกระเทียมสดรวมกันกว่า 1,500 กิโลกรัม สร้างรายได้รวมกว่า 900,000 บาท



