รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน 10 จังหวัดภาคใต้แม้จะบรรเทาลงแล้ว แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ที่ทำให้การขนส่งทางถนนแทบหยุดชะงัก ในการส่งสินค้าผ่านด่านศุลกากรสะเดา เป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุด โดยมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 311.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 10,947 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76.30% และด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นอันดับสองส่งออกเฉลี่ย 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 3,162 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ประเทศไทยอาจสูญเสียรายได้จากการส่งออกผ่านทั้งสองด่านรวมกันสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 14,100 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เนื่องส่งออกผ่านด่านเหล่านี้ ล้วนเป็นสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบรถยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า และน้ำยางข้น

โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบรถยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า ที่ส่งไปโรงงานในมาเลเซียและสิงคโปร์ แม้จะหาเส้นทางอ้อมได้ แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น 30-40% และใช้เวลานานกว่าปกติ 2-3 เท่า ทำให้บางออร์เดอร์อาจต้องยอมยกเลิก นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าเกษตร อย่างน้ำยางข้น ไก่สดแช่แข็ง ซึ่งเป็นสินค้าเน่าเสียง่ายอย่างไก่แช่เย็นแช่แข็ง มีความเสี่ยงเสียหายสูงสุด หากรถติดค้างเป็นเวลานาน ผู้ประกอบการบางรายต้องแบกรับความเสียหายโดยตรง

“ด่านสะเดาไม่ใช่แค่จุดผ่านแดนธรรมดา แต่เป็นเส้นทางโลจิสติกส์หลักที่เชื่อมต่อไปยังท่าเรือปีนัง ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญของมาเลเซียในการส่งออกสินค้าไปทั่วโลก การหยุดชะงักของด่านสะเดาส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ หากปัญหานี้ถ้าเกิดซ้ำบ่อยครั้ง อาจทำให้โรงงานย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย อาจใช้โอกาสนี้แย่งส่วนแบ่งตลาด ลูกค้าต่างชาติที่ไม่ได้รับสินค้าตรงเวลาจากไทย อาจหันไปหาซัพพลายเออร์ใหม่ได้”

สำหรับแนวทางแก้ไขจากเฉพาะหน้าสู่ระยะยาว รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเส้นทางหลักและจัดหาเส้นทางสำรองให้สามารถใช้งานได้โดยเร็ว ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับใช้ระบบออนไลน์ ในการขอเอกสารการส่งออก เพื่อลดการพึ่งพาสำนักงานในพื้นที่เสี่ยงภัย และควรพัฒนาด่านชายแดนอื่น เช่น บ้านประกอบ เบตง และสุไหงโก-ลก ให้รองรับปริมาณการค้าได้มากขึ้น ไม่ให้กระจุกตัวเพียงสะเดา และปาดังเบซาร์ พร้อมสร้างคลังสินค้าสำรองในพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนทำระบบระบายน้ำและผังเมืองใหม่