ตามที่รู้กันว่าเหยื่ออยู่ไทย ขบวนการหลอกอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะล้มเสาสัญญาณ ตัดน้ำ ตัดไฟ ทลายรัง แต่สุดท้ายขบวนการนี้ก็ยัง “ฆ่าไม่ตาย” ด้วยหลายเหตุปัจจัย หลัก ๆ ก็เพราะเม็ดเงินมหาศาลจากการหลอกที่ยังคุ้มค่า ช่วยขับเคลื่อนองค์กรมิจฉาชีพให้ยังไปต่อ…ไม่คิดหยุด
แต่ในกระดานผู้เล่นนี้ นอกเหนือตัวการใหญ่ และบัญชีม้าที่ไล่ล่าง่ายสุด “มดงาน” หรือแรงงานในขบวนการเริ่มเป็นที่ “โฟกัส” มากขึ้น แม้มุมหนึ่งน่าเชื่อว่าสมัครใจไป แต่อีกข้อเท็จจริงที่มองข้ามไม่ได้คือ มีบางราย “ถูกหลอก” จาก “ขบวนการค้ามนุษย์” เลวร้ายสุดคือมีคนที่ยังใช้คำนำหน้าว่า “ด.ช.” ตกไปอยู่ในวงจรด้วย
“ทีมข่าวอาญากรรม” มีโอกาสสอบถามมุมมองต่อ “ฟันเฟือง” วงจรอาชญากรรมกับ นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล ซึ่งมีบทบาทช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกหลอกเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน
รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล ฉายภาพการทำงานของมูลนิธิที่เริ่มจากการช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสหวิชาชีพมาตั้งแต่ช่วงปี 63-64 ขณะนั้นฐานที่ตั้งแก๊งดังกล่าวอยู่ฟิลิปปินส์ แต่เมื่อทางการปราบปราม ซึ่งในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการมาตั้งฐานที่เมียนมาและกัมพูชาเช่นกัน

ขณะที่ตำรวจและ NGO ในไทย เริ่มศึกษากระบวนการของแก๊งอาชญากรนี้ กระทั่งพบว่ามี “การค้ามนุษย์” เกิดขึ้น กล่าวคือ มีคนถูกหลอกและถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อโทรฯ กลับมาหลอกและมีเหยื่อจากหลายประเทศทั่วโลก
ข้อสงสัยใครเหยื่อจริง ใครมิจฉาชีพ รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล อธิบายว่า หากนับเฉพาะของไทย ขณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีการสร้างแบบฟอมร์คัดกรองเหยื่อ เมื่อได้รับการช่วยเหลือคนเหล่านี้จะต้องทำแบบฟอร์มคัดกรอง อีกส่วนคือ หลักฐานที่แม้ส่วนที่อยู่ในโทรศัพท์จะถูกลบทิ้ง แต่เจ้าหน้าที่ก็ค้นหาได้ ประกอบกับพยานแวดล้อมอีกมากมาย
“ในกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อจะสามารถเล่าเรื่องเหล่านี้ พร้อมนำหลักฐานมาประกอบได้ และถึงแม้หลักฐานในมือเหยื่ออาจมีไม่มากนัก เพราะส่วนหนึ่งอาจโดนทำลายไปแล้ว แต่พยานแวดล้อมจะถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์และตรวจสอบ หากเหยื่อพูดความจริง พยานหลักฐานจะสอดคล้องกัน”

ข้อพิสูจน์อีกอย่างที่ตรวจสอบได้ว่าเป็นเหยื่อคือ “เส้นทางการเงิน” กล่าวคือเหยื่อเหล่านี้ไม่เคยได้รับเงินค่าจ้าง หรือต่อให้เป็นผู้ที่เปิดบัญชีม้า เช่น เมื่อเงินโอนเข้าก็จะถูกโอนออกทันที และเมื่อบัญชีถูกอายัด คนเหล่านี้ก็จะถูกปล่อยทิ้ง คนเหล่านี้หากไม่ยอมทำตามจะถูกทำร้ายร่างกาย ทั้งถูกช็อตไฟฟ้า ใช้อาวุธเฆี่ยนตี หากเป็นผู้หญิง บางคนถูกข่มขืน และด้วยสภาพอาคารนั้น เหยื่อไม่สามารถหนีออกไปไหนได้ เพราะปิดมิดชิด มีคนเฝ้า
สำหรับเหยื่อกลุ่มหลักมักเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ที่ต้องการหางานทำ ใช้วิธีหลอกผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการโพสต์รับสมัครรับสมัครงาน หาคนแพ็กสินค้า เป็นแอดมินตอบคำถามลูกค้า ไปจนถึงงานช่างต่าง ๆ โดยลักษณะงานที่มีการโพสต์ ล้วนเป็นงานที่ “ขาวสะอาด” ทั้งสิ้น จนเมื่อหลงเชื่อพูดคุยจะหลอกล่อให้เดินทางไปยังปลายทางที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะช่วงวัยที่ถูกหลอกส่วนใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มหางานทำจริงจัง แต่ก็มีบ้างที่เป็นเด็กอายุน้อยต่ำกว่า 18 ปี วิธีหลอกเด็กจะมีลักษณะไม่ต่างกันคือ หลอกในโลกออนไลน์ และหลอกเรื่องทำงาน เหยื่อที่อายุ 17-19 ปี จะถูกชักชวนให้ทำงานพาร์ทไทม์ 5-7 วัน หลอกว่าเดี๋ยวก็เสร็จ เปิดเทอมจะได้มีเงินใช้ ทำให้ช่วงปิดเทอมจะถูกหลอกกันเยอะ

พร้อมยกตัวอย่าง หนึ่งเคสน่าสนใจ เป็นการหลอกผ่านแอปพลิเคชัน TikTok – Instagram หากเด็กมีผู้ติดตามเยอะ จะหลอกให้มาเป็น “อินฟูลเอนเซอร์” ช่วยขายของ อายุน้อยสุดคือ 10 ขวบ กรณีเด็กรายนี้มีเพื่อนของเด็กอายุประมาณ 13-14 ปี ถูกหลอกใน Facebook เรื่องทำงานพาร์ทไทม์ ก่อนชักชวนเด็ก 10 ขวบไปทำงานด้วย
รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล แนะให้รัฐบาล หรือตำรวจ ควรแก้ปัญหาด้วยการโฟกัสไปที่ตัวองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ ว่าใครกันที่เป็นคนที่หลอกล่อเหยื่อ แล้วพาข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงบังคับให้เปิดหรือใช้บัญชีม้า รวมไปถึงบังคับให้เป็นคอลเซ็นเตอร์โทรหลอกคน
อย่างไรก็ตาม แผนการหลอกจะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ยังคงใช้โลกออนไลน์ โดยอาจเป็นเรื่องของเงินเดือนที่สูง และภายหลังมีการปรับเปลี่ยนเป็นเงินอาจไม่ได้สูงมาก แต่มีสวัสดิการที่ดี และระยะหลังถึงขั้นมีการระบุเลยว่าสถานที่ทำงานอยู่ในไทย เช่น จ.สระแก้ว จันทบุรี ตราด หรือแม้แต่ใน กทม.
และเมื่อมีคนถามว่าเป็นงานคอลเซ็นเตอร์หรือไม่ กลุ่มคนเหล่านั้นจะปฏิเสธทันที อ้างว่าเป็นงานสุจริต มันไม่ใช่อย่างที่เป็นข่าว และมีการวิจารณ์กันว่า รู้ทั้งรู้ว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ยังจะไป เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะพาไปจังหวัดที่อ้างถึง

“เช่น จ.สระแก้ว เมื่อเหยื่อไปถึง แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะพาไปจุดพักคอยที่เตรียมไว้ พร้อมข้ออ้างวันนี้เดินทางมาไกล ให้พักก่อน 1 คืน เดี๋ยวรุ่งขึ้นจะพาไปออฟฟิศ แต่เมื่อตกดึกจะไปหาเหยื่อที่ห้องพักแล้วพาขึ้นรถข้ามแดนไปประเทศเพื่อนบ้าน ระหว่างอยู่บนรถจะเริ่มยึดโทรศัพท์ เอกสาร ใครขัดขืนจะโชว์อาวุธให้เห็น และเมื่อไปอยู่ในตึกแล้วก็จะเริ่มบีบบังคับให้เริ่มทำงาน โดยมีทั้งคนกัมพูชาและจีนเป็นหัวหน้าคอยควบคุม”
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล ตั้งข้อสังเกตการข้ามแดนอาจมีเจ้าหน้าที่ไทยเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ และจนถึงปัจจุบันส่วนตัวยังไม่เคยเห็นคนที่เป็นธุระจัดหาเหยื่อ คนพาเหยื่อข้ามแดน คนที่อำนวยความสะดวกข้ามแดน หรือแม้แต่ตัวการ ถูกจับกุมหรือถูกดำเนินการสักคน มีเพียงเหยื่อที่ช่วยกลับมาได้ถูกดำเนินคดี
ตามสถิติตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 68 สามารถช่วยเหลือเหยื่อได้แล้วกว่า 600 ราย ยังติดค้างอยู่กว่า 3,000 ราย เฉพาะที่ทางมูลนิธิฯ ได้ข้อมูลมา การกวาดล้างครั้งใหญ่ในปี 68 ไม่ได้ทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์ลดลง เพราะเมื่อฐานมีหลายจุด เมื่อต่างชาติ เช่น เกาหลีใต้บุกฐานแก๊งนี้ ก็มีการขนคนและของออกจากอาคารไปหมด หรือบางกรณีก็ทิ้งคนไว้บางส่วนพอเป็นพิธีเท่านั้น

ทั้งนี้ เรียกร้องรัฐบาลหันมาเข้าใจและแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในแง่มุมการค้ามนุษย์ที่หลายคนอาจยังเข้าใจผิด และไม่ได้เห็นข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“เราต้องมองและใช้เรื่องกฎหมายเรื่องการค้ามนุษย์เป็นตัวนำก่อน แล้วให้กระบวนการคัดแยก เราจะมองเห็นเหยื่อกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตัวจริง รัฐเองควรทำความเข้าใจเรื่องค้ามนุษย์ให้มากกว่านี้ และแก้ปัญหาให้ได้ ลองคิดดูง่ายๆ ว่า จะมีคนจำนวนมากมายขนาดนี้เลยหรือที่สมัครใจไปทำเลว สมัครใจไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเปิดบัญชีม้า” รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล ตั้งคำถามทิ้งท้าย

ขณะข้อมูลอีกด้านจาก มูลนิธิกระจกเงา เคยออกมาเปิดเผยประเด็น “คนหาย” สู่อาชญากรรมสแกมเมอร์-บัญชีม้า เมื่อช่วงเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา พบสถิติรับแจ้งคนหายถูกหลอกเข้าสู่วงจร เฉพาะปี 68 มี 119 ราย เป็น ชาย 73 หญิง 46 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 18 ราย อายุต่ำสุด 15 ปี ผู้สูงอายุมากที่สุด 65 ปี และแม้สถานการณ์ชายแดนปะทุ มีการปิดพรมแดน แต่ขบวนการนำพาไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็ยังไม่หยุด

ต้องยอมรับว่ามิจฉาชีพเหล่านี้เป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ เม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลเมื่อเทียบกับการลงทุน ซ้ำมีฟันเฟืองจำนวนมาก
จริงที่การกำจัดเพียงตัวใดตัวหนึ่ง หรือเพียงฟันเฟืองเล็ก คงไม่อาจทำให้เครื่องจักรอาชญากรรมนี้ “ล้ม” หรือ “พัง” ได้ แต่อย่างน้อยหากตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้เหยื่อค้ามนุษย์ส่วนหนึ่งเดินทางไปเป็นแรงงานได้ เหยื่อสูญเงินจากการหลอกอาจมีโอกาสลดน้อยลง.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



