ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสวิตเซอร์แลนด์ (ช้ากว่าเวลาของประเทศไทย 6 ชั่วโมง) ที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝ่ายเลขานุการของที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ได้กล่าวรายงานพัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นไปตามคำขอของไทยที่ยื่นให้กับเลขาธิการสหประชาชาติก่อนหน้านี้ หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลายครั้งติดต่อกัน จึงขอให้นำเรื่องดังกล่าวมาหารือระหว่างการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22

โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมดังกล่าว ในวาระการพิจารณาคำขอตามข้อ 8 ของอนุสัญญาออตตาวา ว่า เมื่ออนุสัญญานี้ถูกให้การรับรองในปี พ.ศ. 2540 รัฐภาคีได้ให้คำมั่นว่าจะยุติความทุกข์ทรมานและการบาดเจ็บล้มตายที่เกิดจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยตั้งอยู่บนฉันทามติร่วมกันว่าไม่มีประเทศที่เจริญแล้วประเทศใดสามารถอ้างเหตุผลเพื่อใช้อาวุธที่โจมตีแบบไม่เลือกหน้าเช่นนี้ได้ ประเทศไทยจึงยึดมั่นในหลักการเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง และนี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องหยิบยกประเด็นที่น่ากังวลขึ้นมาในที่ประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยไม่มีความปรารถนาที่จะสร้างความตึงเครียด หรือทำให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางการเมือง แต่ทหารของเราได้รับบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตนมีหน้าที่ต้องพูดแทนประชาชนชาวไทย ผู้ซึ่งต้องอดทนต่อเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยภายใต้กรอบของอนุสัญญานี้ เพราะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทหารไทย 7 นาย ต้องสูญเสียขาจากเหตุทุ่นระเบิดหลายครั้งตามแนวชายแดน ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น เราจึงได้เห็นหลักฐานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งยืนยันว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้ถูกวางใหม่โดยกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การประเมินที่เป็นอิสระ ซึ่งรวมถึงคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) ยืนยันว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางไว้ใหม่ อีกทั้งเรายังมีหลักฐานเป็นวิดีโอที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการฝึกอบรมบุคลากรกัมพูชาในการติดตั้งทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดประเภทที่กัมพูชามีอยู่ นี่จึงถือเป็นการละเมิดต่อข้อ 1 ของอนุสัญญาอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน และเป็นการละเมิดหลักการด้านมนุษยธรรม ที่เรากำหนดให้เป็นหัวใจสำคัญของอนุสัญญานี้อย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไทยได้อ้างข้อ 8 วรรค 2 เพื่อขอให้กัมพูชาชี้แจง เพราะหลักการแห่งความน่าเชื่อถือของอนุสัญญานี้เรียกร้องให้เราต้องทำเช่นนั้น เราจึงใช้กลไกทวิภาคีทุกช่องทางด้วยความสุจริตใจ เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์ แต่คำตอบของกัมพูชากลับขัดแย้งกับหลักฐานที่ได้รับการยืนยันและมีการตรวจสอบแล้ว อีกทั้งยังมาพร้อมกับแบบแผนของข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งรูปแบบดังกล่าวยังเกิดขึ้น แม้กระทั่งหลังจากที่เราได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม (Joint declaration) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพียง 2 สัปดาห์ต่อมา ก็เกิดเหตุทุ่นระเบิดอีกครั้ง ซึ่งบ่อนทำลายทั้งเจตนารมณ์และเนื้อหาของแถลงการณ์นั้น

รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องนี้กระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือของอนุสัญญาฉบับนี้โดยตรง หากรัฐภาคีสามารถวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ และทำเพียงปฏิเสธโดยไม่ต้องรับผลใด ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีผู้บาดเจ็บและความสูญเสียครั้งต่อไป ความท้าทายเช่นนี้จึงต้องใช้การตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะการไม่ลงมือทำใดๆ ย่อมบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสัญญาเอง ขณะที่กัมพูชายังปฏิเสธข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และการให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเชื่อว่าหนทางที่สร้างสรรค์ที่สุดเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า คือการขอให้เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ใช้อำนาจตามตำแหน่งเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระโดยเร็ว

“ในการดำเนินการตามคำขอนี้ ไทยไม่ได้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว หรือการเผชิญหน้าใดๆ เป้าหมายของเราคือการขจัดการเมืองออกจากประเด็นดังกล่าว และอาศัยกลไกของอนุสัญญาเองเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง เราจึงเชื่อว่านี่เป็นแนวทางที่ยุติธรรมที่สุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด และโปร่งใสที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย และจะแสดงให้เห็นว่ากลไกของอนุสัญญานี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อถึงคราวจำเป็นที่สุด ประเทศไทยขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อท่านประธาน ต่อคณะกรรมการความร่วมมือด้านการปฏิบัติตามอนุสัญญา เลขาธิการสหประชาชาติ และสำนักเลขาธิการที่ได้อำนวยความสะดวกในการร้องขอการชี้แจงของเรา ขอเรียกร้องให้กัมพูชากลับมาปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างครบถ้วน และขอให้รัฐภาคีต่างๆ กระตุ้นให้กัมพูชามีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ และสุจริตใจ ซึ่งจุดยืนของเรานั้นชัดเจนและตรงไปตรงมา นั่นคือไม่ควรมีทุ่นระเบิดอีกต่อไป ไม่ควรมีเหยื่อรายใหม่อีก และไม่ควรปล่อยให้กฎเกณฑ์ที่คุ้มครองเราทุกคนอ่อนแอลง” นายสีหศักดิ์ กล่าว

จากนั้น ฝ่ายกัมพูชาที่นำโดย นายลี ธุช รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะรองประธานคนที่ 1 ขององค์การกำจัดทุ่นระเบิดกัมพูชา ได้กล่าวโดยตั้งคำถามถึงสิ่งที่ระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไทยไม่ได้มีการพิสูจน์  ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กัมพูชาได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหาร และเจอกับข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน รวมทั้งไม่มีการสอบสวนโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระ

รองนายกฯ กัมพูชา กล่าวอีกว่า ความมุ่งมั่นร่วมกันของเราคือการรักษาชีวิตฟื้นฟูสันติ และสร้างโลกที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไป แต่เป็นเรื่องน่าผิดหวังที่ไทยพยายามก้าวข้ามข้อ 8 วรรค 1 ที่ให้รัฐภาคีหาทางออกจากปัญหาที่เกิดขึ้นไปสู่ข้อที่ 8 วรรค 2 การข้ามการดำเนินการดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้แสดงถึงความจริงใจ และไม่ให้ความร่วมมือ แต่เป็นการเผชิญหน้า ซึ่งจะทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยสันติวิธี กัมพูชาจึงรู้สึกเสียใจที่เรื่องนี้ถูกนำขึ้นมาสู่ที่ประชุมรัฐภาคี เพราะควรนำประเด็นนี้มาหารือในกรอบทวิภาคีและกลไกที่จัดตั้งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งที่เวทีนี้เป็นเวทีสำหรับการหารือ ซึ่งรัฐภาคีจะใช้การเจรจากันอย่างสร้างสรรค์ กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ดังนั้นเราจึงมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว และการมีบทบาทนำของเราก็เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ซึ่งตั้งแต่กัมพูชาได้เข้าร่วมรัฐภาคี ก็ได้ดำเนินการเร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด และให้การสนับสนุนประเทศอื่น จึงทำให้กัมพูชาได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ได้

นายลี ธุช กล่าวว่า เราขอแสดงความเสียใจกับผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ความเสียใจนั้นไม่อาจทดแทนความจริงได้ กัมพูชาจะยืนหยัดปกป้องความน่าเชื่อถือของเรา พร้อมเรียกร้องให้มีกลไกการตรวจสอบอย่างครอบคลุมที่ยึดหลักฐานเป็นตัวตั้ง ดังนั้นเราต้องทำงานร่วมกันเพื่อยึดมั่นต่อการค้นหาความจริง และยึดมั่นต่อความร่วมมือภายใต้อนุสัญญาฯ จึงขอให้เราเลือกการหารืออย่างสร้างสรรค์แทนการเผชิญหน้า รวมทั้งรับประกันสันติภาพและความมั่นคงของเราในเวลานี้และสำหรับคนรุ่นหลังต่อไป อย่างไรก็ตาม ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายร้อยปี และเราจะเป็นเพื่อบ้านกันอีกหลายร้อยปีต่อไป บางครั้งครอบครัวยังแยกจากกันได้ แต่เพื่อนบ้านแยกจากกันไม่ได้ จึงขอให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง

จากนั้น น.ส.อิชิกาวะ โทมิโกะ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมด้านการลดอาวุธ ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายชี้แจงฝ่ายละ 2 ครั้ง

ด้าน น.ส.อุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา จึงได้ใช้สิทธิตอบโต้ครั้งแรก โดยได้เปิดวิดีโอการแสดงการใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งเก็บได้จากกล้องโทรศัพท์ของทหารกัมพูชา รวมถึงเอกสารของคณะเอโอทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่า ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดใหม่ แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วง โดยอ้างว่าการตอบโต้ควรนำเสนอเพียงแค่คำพูดเท่านั้น ดังนั้นการกระทำของฝ่ายไทยจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

ขณะที่ ประธานรัฐภาคีฯ ระบุว่า แม้มีการจำกัดให้ใช้เพียงคำพูดในการตอบโต้ แต่ไม่ได้มีข้อจำกัดเนื้อหาที่ใช้สำหรับการตอบโต้ จึงขอให้ฝ่ายไทยชี้แจงต่อไป

จากนั้น น.ส.อุศณา กล่าวอีกว่า เนื่องจากกัมพูชายังคงปฏิเสธการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญา และกล่าวหาว่าไทยนำกรณีที่ทหารไทย 7 นาย ที่สูญเสียขาจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่ถูกวางขึ้นใหม่มาเป็นเรื่องการเมือง ไทยจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องแสดงบางส่วนของหลักฐานต่อที่ประชุมนี้ โดยสไลด์ที่ 1 ภาพทหารไทยกำลังเก็บโทรศัพท์มือถือจากพื้นที่เกิดเหตุ หลักฐานชิ้นนี้มาจากโทรศัพท์มือถือที่พบโดยเจ้าหน้าที่ทหารไทยเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2568 บริเวณพิกัด VA61437 96560 ในพื้นที่ฐานพลาญยาว จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยถูกกองทัพกัมพูชาครอบครองระหว่างเหตุความขัดแย้ง แต่ได้ถอนกำลังออกไปแล้ว

สไลด์ที่ 2 วิดีโอคลิปเจ้าหน้าที่กัมพูชากำลังฝึกฝนการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ในโทรศัพท์ดังกล่าว เราพบวิดีโอคลิปที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2568 แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ไม่ใช่การเก็บกู้  และสไลด์ที่ 3 ภาพถ่ายเจ้าหน้าที่กัมพูชากำลังติดตั้งทุ่นระเบิด PMN-2 เรายังได้มาซึ่งภาพถ่ายที่บันทึกเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2568 เวลา 14.32 น. ซึ่งแสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิด PMN-2 ภาพเหล่านี้ได้มาผ่านแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม (Telegram)” จากบัญชีของเจ้าของโทรศัพท์ การวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ภายหลังพบว่า บุคคลหนึ่งในภาพเป็นทหารกัมพูชาที่เคยพบปะกับนายทหารไทยที่จุดนัดพบพลาญยาว

น.ส.อุศณา กล่าวว่า เราขอสงวนข้อมูลตัวตนทั้งหมดของเจ้าหน้าที่กัมพูชาเหล่านี้ในที่ประชุม ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล อย่างไรก็ตาม เราได้ส่งมอบข้อมูลและหลักฐานทั้งหมด ความยาวรวม 108 หน้า ต่อเลขาธิการสหประชาชาติเรียบร้อยแล้ว และเราขอเสริมด้วยว่า กัมพูชาเริ่มการโจมตีด้วยกำลังอาวุธต่อดินแดนไทยก่อน รวมถึงการใช้ปืนใหญ่หนัก เช่น จรวด BM-21 ในช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. 2568 และยังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น นายลี ปันหริธ เลขาธิการหน่วยปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการช่วยเหลือเหยื่อแห่งกัมพูชา (ซีเอ็มเอเอ) ได้ใช้สิทธิกล่าวตอบโต้ไทยรอบแรก ว่า กัมพูชายืนยันความพร้อมในการเข้าร่วมการสอบสวนรวมถึงการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพราะกัมพูชาไม่มีอะไรต้องปิดบัง อย่างไรก็ตาม กัมพูชาเสียใจที่ไทยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา โดยนำเสนอเอกสารและสิ่งที่ระบุว่าเป็นหลักฐานต่างๆ โดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือปรึกษาหารือกันก่อน ซึ่งบ่อนทำลายจิตวิญญาณของร่วมมือภายใต้อนุสัญญา แทนที่จะมีการทำงานร่วมกับคณะเอโอที หรือมีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระ ทั้งนี้กัมพูชายังไม่ได้รับรายงานจากเอโอที และตั้งตารอที่จะได้รับรายงานดังกล่าว ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ และจำเป็นต้องมีการรับข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชาด้วย เพราะจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น ทำให้เกิดความสมดุล

เลขาธิการซีเอ็มเอเอ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กรณีที่เอโอที 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มหนึ่งปฏิบัติการในกัมพูชา และอีกกลุ่มปฏิบัติการในไทย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเอโอทีทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าว อีกทั้งไม่เคยมีการสอบสวนโดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระซึ่งทำให้เราสามารถเชื่อมั่นในผลการตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน การสอบสวนของไทยทำขึ้นฝ่ายเดียว โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือเอโอทีเข้ามาเกี่ยวข้อง กัมพูชาจึงขอเรียกร้องให้มีการตั้งทีมสอบสวนขึ้นทันที เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั้งจากกัมพูชาและไทย และจากเอโอทีของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของการสอบสวนระหว่างประเทศอย่างที่ควรจะเป็น

จากนั้น น.ส.อุศณา ได้ใช้สิทธิตอบโต้เป็นครั้งที่ 2 โดยกล่าวว่า ประเด็นที่คณะผู้แทนกัมพูชาเพิ่งหยิบยกขึ้นมา คือเหตุผลที่ว่าทำไมไทยจึงเสนอให้ใช้อำนาจของเลขาธิการยูเอ็น เพื่อจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระ หากกัมพูชาดำเนินการด้วยความสุจริตใจ และมีความโปร่งใสเพียงพอ ก็ควรเห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา ซึ่งมีจุดประสงค์เพียงหนึ่งเดียว คือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสตลอดกระบวนการภายใต้ข้อ 8 เราได้อำนวยความสะดวกให้บุคคลที่สาม รวมถึงองค์กรรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อห้ามทุ่นระเบิด (ICBL) และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย เข้าตรวจเยี่ยมพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งคณะเอโอทีได้รับการจัดตั้งขึ้นภายใต้กลไกทวิภาคีตามที่ไทยและกัมพูชาตกลงร่วมกัน โดยมีทูตทหารของมาเลเซียดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะ รวมถึงมีผู้แทนจากสิงคโปร์และบรูไน เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ

น.ส.อุศณา กล่าวอีกว่า คณะเอโอทีได้ดำเนินกระบวนการตรวจพิสูจน์ และได้สรุปไว้ในรายงานว่า “ภารกิจครั้งนี้คือการตรวจพิสูจน์ว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บนั้น เป็นทุ่นระเบิดที่เพิ่งวางใหม่ หรือเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในอดีตตามที่กองทัพกัมพูชากล่าวอ้าง จากการสังเกตการณ์และการรับฟังการบรรยายตลอดช่วงความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สรุปได้ว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ล้วนเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ทั้งหมด”

จากนั้น นายดารา อิน เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ใช้สิทธิตอบโต้ไทยเป็นครั้งที่สอง ว่า กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าได้วางทุนระเบิดใหม่ พร้อมโต้แย้งว่าหลักฐานที่ไทยยื่นมาไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจสอบเชิงประจักษ์ หรือ การตรวจสอบโดยอิสระ ดังนั้นจึงขาดความเป็นกลาง การกล่าวหาของไทยบั่นทอนเจตนารมณ์ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ การนำเสนอหลักฐานดังกล่าวดูเหมือนเป็นการคำนวณอย่างรอบคอบ โดยมีเจตนาเพื่อที่จะทำให้ข้อตกลงที่มีสหรัฐและมาเลเซียเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเกิดความล่าช้า ในสงครามที่ขยายตัวขึ้นครั้งนี้ กัมพูชาไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุให้สงครามยืดเยื้อ แต่เราเลือกที่จะอดทนอดกลั้น เพราะสิ่งที่เราเชื่อมั่นคือสันติภาพและเชื่อว่าสันติภาพคือสิ่งที่เราต้องธำรงรักษาไว้

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด นายดาราไม่สามารถกล่าวถ้อยแถลงได้จนจบตามที่เตรียมมาได้ เนื่องจากพูดเกินเวลา 2 นาทีที่ได้รับอนุญาตทำให้ประธานในที่ประชุมปิดไมค์.