เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 ธ.ค. ที่ฮอลล์ 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ภายในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” โดยมีประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

โดยนายกฯ กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 ธ.ค. ของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เป็นวันที่ประชาคมโลกแสดงจุดยืนร่วมกันในการขจัดการทุจริตในทุกรูปแบบ เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสการพัฒนา และลดทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน ในฐานะนายกฯ ขอประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่ารัฐบาลจะยืนหยัดต่อสู้กับการทุจริต ด้วยความเด็ดขาดไม่ลังเล ไม่ประนีประนอมและไม่ผ่อนปรนให้กับผู้ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความโปร่งใสกระทบต่อศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน โดยดัชนีชี้วัดสำคัญ อย่างดัชชีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน CPI (Corruption Perceptions Index) หรือ ดัชนีการรับรู้การทุจริต ปี 2567 ดัชนี CPI ของประเทศเดนมาร์กสูงถึง 90 คะแนนเป็นอันดับ 1 ของโลก ประเทศสิงคโปร์ ได้ 84 คะแนน เป็นอันดับ 3 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก ส่วนประเทศไทยได้ 34 คะแนน จัดเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 ธ.ค. ที่ฮอลล์ 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ภายในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” โดยมีประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

โดยนายกฯ กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 ธ.ค. ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอรัปชันสากล เป็นวันที่ประชาคมโลกแสดงจุดยืนร่วมกันในการขจัดการทุจริตในทุกรูปแบบ เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสการพัฒนา และลดทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน ในฐานะนายกฯ ขอประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่ารัฐบาลจะยืนหยัดต่อสู้กับการทุจริต ด้วยความเด็ดขาดไม่ลังเล ไม่ประนีประนอมและไม่ผ่อนปรนให้กับผู้ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความโปร่งใสกระทบต่อศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน โดยดัชนีชี้วัดสำคัญ อย่างดัชชีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน CPI (Corruption Perceptions Index) หรือ ดัชนีการรับรู้การทุจริตปี 2567 ดัชนี CPI ของประเทศเดนมาร์กสูงถึง 90 คะแนนเป็นอันดับ 1 ของโลก ประเทศสิงคโปร์ ได้ 84 คะแนน เป็นอันดับ 3 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก ส่วนประเทศไทยได้ 34 คะแนนจัดอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไขและดำเนินการและรัฐบาลนี้จะไม่หยุดแก้ไข แต่จะมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของประเทศให้สูงขึ้น และเป็นรูปธรรม เราต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้ลำดับ CPI ดีขึ้น แต่เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถสร้างระบบรัฐที่โปร่งใสตรวจสอบได้และยืนอยู่บนหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไปในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และมีความเข้มแข็งมีเสถียรภาพตามหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลที่ดีมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและชาวต่างชาติ 

นายกฯ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ขอมอบนโยบายสำคัญที่ตนได้แจ้งกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และบรรดาส่วนราชการ คือต้องเสริมสร้างระบบป้องกันการทุจริตต้องกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในรูปแบบเชิงรุก โครงการที่ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ต้องสร้างระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบ แต่ต้องเป็นเป็นผลจริงและให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐและการทำงานภาครัฐต้องลดขั้นตอนการบริการประชาชนที่ไม่จำเป็น เพิ่ม e-Service และ One Stop Service ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อการดำเนินการที่เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต สร้างความโปร่งใสและลดการใช้อำนาจ และลดปัจจัยที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซง รวมถึงเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนได้เข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนและต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โปร่งใสและเสมอภาค ผู้ใดทุจริตต้องรับผิดผู้เอื้อประโยชน์ต้องถูกตรวจสอบ และต้องรับผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ไม่มีการละเว้น ไม่มีอภิสิทธิ์ไม่ว่าตำแหน่งใดหรือฝ่ายใดส่วนใครที่มีความซื่อสัตย์สุจริต รัฐบาลจะปกป้องคุ้มครอง และให้การสนับสนุนมีความก้าวหน้า มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ จะต้องเสริมสร้างวัฒนธรรมในสังคมไทยปลูกฝังจิตสำนึกด้านจริยธรรมและความโปร่งใสตั้งแต่ในสถานศึกษา และหน่วยงานรัฐให้ทุกคนมีความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต รวมทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง เพื่อให้คนทำถูกมีที่ยืนที่มั่นคง และการป้องกันปราบปรามการทุจริตจะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่นว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกัน เพื่อป้องกันปราบปรามเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดการทุจริต ตนได้ขอให้ทุกหน่วยงาน ตั้งเป้ายกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือ CPI ด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ส่งผลต่อการเพิ่มคะแนน CPI รัฐบาลจะติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องเป้าหมายคือเพื่อประเทศไทยที่โปร่งใส และน่าเชื่อถือ มีอนาคตที่มั่นคงสำหรับลูกหลานของเรา 

“ผมขอขอบคุณภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันปกป้องผลประโยชน์ และทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ของประเทศไทยและวันนี้เรามาแสดงพลังที่มุ่งมั่น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราได้มาร่วมกันแสดงพลัง ในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เพื่อร่วมกันปลุกกระแสสังคมและคนไทยว่า และจุดยืนของคนไทยว่า “ไม่ทำ ไม่ทน และไม่เพิกเฉย” ต่อการทุจริตต่อไป ผมขอนำทุกท่านร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตร่วมกัน ข้าพระเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขอประกาศเจตนารมณ์ว่า จะประพฤติปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริตจะยึดในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จักปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยจิตอาสา พร้อมทำความดีด้วยหัวใจ” นายกฯ กล่าว.