ในจารึกสมัยสุโขทัยหลายหลัก มี “วงดวงชะตา” สลักอยู่ แสดงถึงผู้มีความรู้เรื่องฤกษ์ยามเป็นผู้ผูกขึ้น ในสมัยอยุธยา ราชสำนักก็มี “พระโหราธิบดี” เป็นเจ้ากรมโหรหน้า และ “หลวงโลกทีป” เป็นเจ้ากรมโหรหลัง ทำหน้าที่ด้านโหราศาสตร์ระดับรัฐเต็มตัว ขณะที่ในบันทึกของฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง ชาวฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาในช่วงปลายอยุธยา–กรุงธนบุรี ก็กล่าวถึง “ร่างทรง” ที่ประกอบพิธีทำนายทายทัก แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยไม่เคยขาด “นักพยากรณ์โชคชะตา” หรือ “หมอดู” มาตั้งแต่โบราณกาล

ปัจจุบัน การทำนายทายทักกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “อุตสาหกรรมมูเตลู” ถึงขนาดกรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องทำบทวิเคราะห์ โดยตั้งแต่ปี 2566 มีการจดทะเบียนกิจการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และเพียง 5 เดือนแรกของปี 2568 ก็มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 220 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงตัวเลขจากการจดทะเบียนธุรกิจ ยังไม่รวมมูลค่าการหมุนเวียนจริงในตลาด จนหลายคนมองว่านี่อาจเป็นซอฟต์พาวเวอร์ตัวใหม่ หากเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและจัดวางตำแหน่งทางการตลาดอย่างเหมาะสม

ในการประชุมวิชาการระดับชาติ “การประชุมผลงานวิจัยด้านการจัดการธุรกิจ ครั้งที่ 15” (The Business Management Research Conference: BMRC) จัดโดยคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท มีการนำเสนอบทความวิจัย พฤติกรรมการตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิตผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร

โดยสุริษา มุ่งมาตร์มิตร นักศึกษาโครงการพิเศษ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A. for IT-Smart Program) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2568 พบประเด็นน่าสนใจว่า อายุมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการดูดวง ยิ่งอายุมาก ระดับการตัดสินใจใช้บริการดูดวงยิ่งลดลง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งอายุน้อย ความสนใจในบริการดูดวงยิ่งสูงขึ้น โดยกลุ่มที่ตัดสินใจใช้บริการมากที่สุด คือวัย 20–30 ปี รองลงมาแบบไม่ทิ้งห่างคือวัย 31–40 ปี ส่วนวัย 41–50 ปี และ 51–60 ปีขึ้นไป มีระดับการตัดสินใจใช้บริการดูดวงต่ำกว่า ในด้าน “เพศ” พบว่ากลุ่ม LGBTQA+ และเพศหญิงมีแนวโน้มใช้บริการมากกว่าเพศชาย หากมองในหลักการตลาด STP (Segmentation–Targeting–Positioning) จะเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายสำคัญของธุรกิจดูดวง คือเพศหญิงหรือเพศหลากหลายในเจนเนอเรชัน Z และ Y

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มตัวอย่างเลือกได้มากกว่า 1 ตัวเลือกเมื่อถูกถามถึงศาสตร์พยากรณ์ที่เคยใช้บริการจากทั้งหมด 16 ศาสตร์ ผลคือศาสตร์สุดฮิต 5 อันดับแรก ได้แก่ ไพ่ (74.8%) โหราศาสตร์ไทย (72%) ดูลายมือ (51.7%) ศาสตร์ตัวเลข (32.8%) และจิตสัมผัส/ญาณทิพย์/ร่างทรง (31.3%) และเมื่อวิเคราะห์ตามช่วงอายุพบว่า กลุ่ม 20–30 ปี และ 31–40 ปี เทใจให้ศาสตร์ไพ่ และจิตสัมผัส/ญาณทิพย์/ร่างทรง ขณะที่โหราศาสตร์ไทย เป็นที่นิยมในกลุ่มอายุ 31–40 ปี และ 41–50 ปี

บทความวิจัยนี้วิเคราะห์ว่ากลุ่มอายุ 31–40 ปี เลือกใช้ศาสตร์พยากรณ์หลายแบบเพราะเป็นวัยที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านงาน ครอบครัว และชีวิตส่วนตัว เรียกว่าเป็น “Gen เดอะแบก” จึงมีโอกาสแสวงหาความมั่นใจจากการดูดวง ส่วนวัย 20–30 ปี แม้ชอบศาสตร์ไพ่ แต่สนใจโหราศาสตร์ไทยน้อยกว่า ซึ่งอาจสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่เน้นศาสตร์ที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และได้ลุ้น มากกว่าศาสตร์ที่ต้องอาศัยความรู้เชิงโครงสร้างและศัพท์เฉพาะ เช่น อุจจ์ เกษตร มหาจักร ราชาโชค โยคหน้า โยคหลัง ซึ่งอาจไม่ใช่สไตล์

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ในวันที่ไพ่และดวงดาวไม่ได้อยู่แค่บนโต๊ะหมอดู แต่กลายเป็นสินค้าทางจิตใจที่ซื้อขายกันได้จริง “ธุรกิจมูเตลู” จึงไม่ใช่เพียงความเชื่อส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่คือซอฟต์พาวเวอร์ตัวใหม่ ที่ใครเข้าใจลูกค้าก่อน ก็มีโอกาสครองใจและครองรายได้ก่อน