เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ธ.ค. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ ว่า วันนี้การประชุมจะเป็นการตามต่อกรณีนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก และอีกตัวละครคือ นายฮุนโต ซึ่งเป็นบุคคลที่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก มีความเกี่ยวพันกับแพลตฟอร์มที่ใช้ฟอกเงิน และยังมีบริษัทของประเทศสิงคโปร์ที่ทำ MOU กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเป็นเครือข่ายของนายเบน สมิธ วันนี้จะเป็นโอกาสดีที่ทาง กมธ. ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการออกหมายจับครอบครัวของนายยิม เลียก แต่ตนคาใจกรณียังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ มีเพียงการยึกทรัพย์ ซึ่งรายการส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินสดมาก หมายความว่ากระบวนการที่ล่าช้า มีโอกาสที่ทำให้เกิดการยักย้าย ถ่ายโอนทรัพย์สินจำนวนมากไปที่อื่น ทำให้รอดพ้นการยึดทรัพย์ และหากภายหลังจะดำเนินการยึดทรัพย์สินให้ตกมาเป็นของแผ่นดินนั้นก็ไม่สามารถทำได้
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในวันนี้นายไชยชนก ได้มาชี้แจงด้วยตัวเอง คงจะได้สอบถามถึงความคืบหน้าและกระบวนการ เพราะหนึ่งในข้อกล่าวหาที่สำคัญ ในการทำ MOU กับบริษัทของสิงคโปร์ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นเครือข่ายสแกมเมอร์มากถึง 500 คน เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องรีบดำเนินการ ทรัพย์สินหมื่นล้านที่เป็นการยึดไปเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
ทั้งนี้ หวังว่า นายไชยชนกจะให้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและไม่ปกป้องกัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับ 2 บุคคลหลักๆ ฝั่งหนึ่งคือฝ่ายการเงิน อาจจะเป็นรัฐมนตรีดีอีคนที่แล้ว หรืออาจจะรวมไปถึงนักการเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันแต่ยังมีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ หรือตัวละครใหม่อย่างนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นต้น อีกฝั่งหนึ่งคืออดีตปลัดกระทรวงดีอี ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นประธาน ก.ล.ต. ซึ่ง ก.ล.ต. ปัจจุบันอยู่ในฝ่ายตรวจสอบ ต้องตรวจสอบบริษัทจำนวนหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายของนายเบน สมิธ ด้วย ฉะนั้น คนที่อยู่ในเครือข่ายหรืออาจเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ เป็นถึงประธาน ก.ล.ต. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แสดงให้เห็นว่า ระบบตรวจสอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ไปแล้ว จึงขอตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของอดีตปลัดกระทรวงดีอี
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบกัมพูชาในสถานการณ์ชายแดนตอนนี้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องคิดไม่ได้คิดแค่เสาใดเสาหนึ่งและจบแค่ตรงนั้น ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่ใช่แค่เรื่องเส้นเขตแดน หรือปราสาทที่อยู่ตามแนวชายแดนเป็นของใคร แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นมานานกว่านั้น คือกัมพูชาเป็นรัฐที่ปล่อยให้แก๊งสแกมเมอร์ไปตั้งฐานจำนวนมาก รวมเกือบ 100 แห่ง และรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสูง ดังนั้น เมื่อมองความสัมพันธ์จึงไม่ควรมองเฉพาะความขัดแย้งตามแนวชายแดน แต่ต้องมองให้ไกลว่าสแกมเมอร์ว่าเป็นปัญหาสำคัญและเป็นอาชญากรรมระดับโลก เป็นรายได้ 60% ของกัมพูชา เป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่ทำให้กัมพูชาขับเคลื่อนความขัดแย้งในประเทศไทยผ่านมิติต่างๆ ทั้งสงครามข้อมูลข่าวสาร การสู้รบตามแนวชายแดน ดังนั้นจึงต้องทำลายท่อน้ำเลี้ยงที่สำคัญนี้ เพราะเป็นเงินที่สามารถซื้ออาวุธหรือโดรนพลีชีพ และอื่นๆ อีกมาก เพื่อทำร้ายลูกหลานของเรา หากเราอยากมีความสัมพันธ์ในอนาคตที่เป็นปกติให้กลับมาอีกครั้งระหว่างไทยกัมพูชา เราไม่สามารถเพิกเฉยถึงการขจัดแก๊งสแกมเมอร์ได้ และผมเชื่อว่าการทำให้ปัญหาสแกมเมอร์หมดไปโดยเร็วที่สุด จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด และมีสันติภาพที่ยั่งยืนได้ แต่วันนี้ รัฐบาลต้องเร่งทำลายสแกมเมอร์ เพราะเป็นท่อน้ำเลี้ยงและหัวใจที่สำคัญของระบอบ ฮุน เซน ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อถามว่ามองการโจมตีที่ตึกกาสิโนอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สแกมเมอร์ต่อให้เป็นบ้านพักหรือห้องแถวก็สามารถเป็นสแกมเมอร์ได้ การทำลายตัวอาคารเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ ตนมองว่าการที่กัมพูชาเอาทหารไปไว้ในอาคารของสแกมเมอร์ เพราะอาคารเหล่านั้นไม่ได้เป็นฐานปฏิบัติการของสแกมเมอร์แล้ว เขาคงไม่เอาแหล่งเงินกับทหารไปอยู่ใกล้กัน เพราะมีโอกาสถูกโจมตี ดังนั้นการที่เราโจมตีตัวอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ที่เป็นฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาในตอนนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อการทำลายสแกมเมอร์ ตนยืนยันว่า การทำลายสแกมเมอร์สำคัญคือการทำลายโครงสร้าง คือบรรดาแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ บุคคลต่างๆ นักการเมืองคนใกล้ชิดของ ฮุนเซน เข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือโครงสร้างที่ต้องทำลาย รวมถึงการฟอกเงิน ซึ่งวันนี้ตนเชื่อว่าการฟอกเงินในไทย ก็ยังเกิดขึ้นต่อไปอย่างมหาศาล ถ้ารัฐบาลยังไม่สั่งให้สำรวจเรื่องนี้ ควบคู่กับการยึดอายัดทรัพย์กับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ใหญ่หรือการออกหมายแดง หรือดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะปราบปรามสแกมเมอร์ได้

“ถ้าเราปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ได้ บ่อเงินบ่อทองของระบอบฮุน เซน จะยังคงอยู่ หมายความว่า ถ้าบ่อเงินบ่อทองยังคงอยู่ เครื่องจักรสงครามของเขา ของฮุน เซน ก็ยังคงอยู่ นี่คือสงครามของฮุน เซน เป็นความขัดแย้งที่ต้องขีดเส้นให้ชัดว่าเราไม่ได้เกลียดชังหรือสร้างความเกลียดชังกับชาวกัมพูชา ทั้ง 2 ประเทศตั้งอยู่ตรงนี้และยังอยู่ต่อไป แต่สิ่งสำคัญด้วยคนไม่กี่คนที่มีอำนาจอยู่ในกัมพูชาสามารถสร้างความขัดแย้งตรงนี้ได้ ถ้าเราไม่จัดการตรงนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผมคิดว่าเราเองจะมีความสัมพันธ์ที่ปกติได้ยาก แต่ผมไม่ได้บอกว่าต้องส่งทหารเข้าไปยึดครองอะไร แต่ในทางปฏิบัติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ ผมคิดว่าการลงไปที่สแกมเมอร์ และเรามีความชอบธรรมในฐานะที่เราเสียหาย และส่งผลประโยชน์กับทั่วโลก จะทำให้บทบาทของไทยในฐานะที่เป็นรัฐที่ปราบปรามสแกมเมอร์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และการที่กัมพูชาไม่เห็นด้วยพยายามรุกด้วยวิธีอื่น เป็นเพียงการตอบโต้ของผู้ที่เป็นฝ่ายสแกมเมอร์ที่กำลังต่อสู้กับผู้ที่ปราบสแกมเมอร์แค่นั้นเอง” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนเป็นกังวลในกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะตอบโต้ไทย โดยกลไก ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ซึ่งตนคิดว่าการใช้กลไกดังกล่าว เพื่อเป็นการกดดันประเทศไทย แต่เรื่องนี้ไทยสามารถพลิกแพลงได้ ตั้งแต่ความขัดแย้งรอบแรกที่มีการโจมตีมีลูกระเบิดตกอยู่ในพื้นที่ชุมชนของไทย และมีคนเสียชีวิต ซึ่งไทยสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและร้องไปที่ ICC ได้ แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคี แต่กัมพูชาเป็นภาคี ไทยจึงสามารถใช้จุดเกาะเกี่ยวนี้ไปที่ศาล ICC ได้ เป็นการรุกกลับกัมพูชา อีกมุมหนึ่งคือสแกมเมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วโลก และเป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่เราสามารถดำเนินการได้ เพราะสแกมเมอร์ไม่ใช่สร้างความเสียหายแค่การเงิน ยังมีเรื่องค้ามนุษย์ การฟอกเงินด้วย จึงอยากให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้โต้กลับ และทำให้เห็นชัดๆ ว่าคนที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติไม่ใช่ฝ่ายไทย แต่เป็นฝ่ายกัมพูชา
เมื่อถามว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีท่าทีแข็งกร้าว เป็นการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ท่าทีก็เรื่องหนึ่ง แต่ตนให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้มากกว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถสร้างเสถียรภาพต่อประเทศไทยและภูมิภาคนี้อย่างถาวรมากกว่า ซึ่งตนกังวลเรื่องของการคิดแนวทางการต่อสู้ ว่าจะมียุทธศาสตร์ภาพรวมเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่คิดให้รอบด้านสุดท้ายการจะสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนต่อพวกเราอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้ ตนหวังว่ารัฐบาลจะมียุทธศาสตร์ในเรื่องนี้
เมื่อถามว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะโทรฯ หานายอนุทิน จะกลายเป็นลูปเดิมหรือไม่ และควรจะเจรจาอะไรบ้าง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า นั่นเป็นสิ่งที่ตนอยากทราบ แน่นอนว่าจะมีมหาอำนาจเข้ามา ทั้งทางสว่าง ทางมืด ทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ แต่ประเด็นคือมีราคาที่เราต้องจ่ายหรือไม่ เรื่องนี้ควรมีการหารือทั้งฝ่ายสภาและรัฐบาล ในการเสนอแนะแนวทาง แต่สิ่งสำคัญคือความชอบธรรม ต้องทำให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความชอบธรรมในเรื่องนี้ ดังนั้น จะเอาชนะสมรภูมิความชอบธรรมให้ได้ ซึ่งการสู้รบชายแดนจะยืดเยื้อหรือไม่นั้น ตนไม่สามารถตอบได้ต้องดูวันต่อวัน.



