วันที่ 12 ธ.ค. TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU) ระบุว่า สืบเนื่องจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภามีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นมาตรา 256/28 ว่าด้วยอำนาจของ ส.ว. ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งนำไปสู่การขู่ยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจากทางฝั่งพรรคประชาชนทันทีที่มีการเปิดประชุมสมัยสามัญของรัฐสภา

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ล่าสุดในวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ได้มีการแสดงเจตจำนงผ่านโซเซียลมีเดียว่าจะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน และในวันที่ 12 ธ.ค. ได้มีการทูลเกล้าพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ทั้งนี้ โดยหลักแล้วตามรัฐธรรมนูญมาตรา 103 หลังยุบสภา มีกำหนดให้ต้องจัดการเลือกตั้งภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน และไม่เกิน 60 วัน ส่งผลให้ไทม์ไลน์การเมืองหลังจากนี้ยังจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยคาดการณ์ว่าวันเลือกตั้งอาจถูกจัดขึ้นในช่วงวันที่ 1 หรือ 8 ก.พ. 2569

ในแง่ของมิติทางเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และมาตรการชอปดีมีคืน ที่จากเดิมคาดว่าจะออกมาใช้ได้ในช่วงต้นปี 2569 มีแนวโน้มจะหยุดชะงัก เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติงบประมาณที่มีผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่ หรือเป็นงบประมาณก้อนใหม่ได้ ดังนั้น นโยบายต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการอนุมัติกรอบวงเงินคาดว่าจะถูกแช่แข็ง

ส่งผลให้เรามองว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศยังต้องเผชิญความท้าทายหลายประการทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 จากเดิมที่เราคาดว่าจะขยายตัวได้ราว 0.7% แต่สถานการณ์อุทกภัยใหญ่ในภาคใต้เป็นปัจจัยฉุดรั้ง อาจทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (Technical recession) ขยายตัวติดลบแบบไตรมาสต่อไตรมาสติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 1/2569 จากความไม่แน่นอนทางการเมือง และขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จากเดิมคาดว่าจะมีเข้ามาช่วยเป็นปัจจัยสนับสนุนในช่วงต้นปีหน้า

นอกจากนี้ การประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17 ธ.ค. 2568 เราคาดว่า กนง. จะมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ลงมาอยู่ที่ 1.25% จากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในแดนลบ และยังมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การเมือง และอุทกภัยอาจส่งผลให้ GDP ในปีนี้และปีหน้า ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมของ ธปท. ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจากประชาชนและภาคเอกชนที่ลดลง อาจกระทบการตัดสินใจลงทุนที่คาดว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า