เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการจัดทำประชามติ ว่า รัฐบาลได้ส่งหนังสือเรื่องการขอให้ กกต. จัดทำประชามติ มาถึง กกต. ตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียด 5 เรื่อง เช่น เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ งบประมาณ ตามกฎหมายกำหนดเพื่อให้ กกต. เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน ซึ่งยังถือว่ากระบวนการประชามติยังไม่เริ่ม 100% ต้องรออีก 15 วัน ที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ. แต่โดยกฎหมายและการบริหารของ กกต. สามารถทำประชามติในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งได้ และ กกต. ได้ให้ข้อมูลนี้กับรัฐบาลไปแล้วในวันที่มีการหารือร่วมกัน ดังนั้น กกต. พร้อม แต่อยู่ที่รัฐบาลจะคิดอย่างไร ตนไปตอบแทนไม่ได้
นายแสวง กล่าว่า สำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง และการรณรงค์การออกเสียงประชามตินั้น การหาเสียงคือการที่พรรคหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร หรือพรรคของตัวเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูลความรู้สาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติเพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งหน่วยงานที่จะให้ กกต. จัดทำประชามติได้ส่งข้อมูล มาให้ กกต. เพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนแล้วตามมาตรา 15 ส่วนที่ 2 คือการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งก็ใช้ระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งในการดำเนินการ
“จริงๆ ประเด็นหาเสียง เป็นการเสนอแนวทางและนโยบาย ว่าพรรคจะทำอะไร แต่เมื่อขึ้นเวทีประชามติ เหมือนเรื่องการแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเราต้องพูดเฉพาะเนื้อหา ไม่ใช่การหาเสียง ซึ่งมันต้องแยกกันชัด และในข้อมูลที่เขาส่งมาตามมาตรา 15 ต้องไม่เป็นการชี้นำ ต้องเป็นกลาง ซึ่งการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น กกต. ก็ต้องจัดให้ทัดเทียมกันทั้งฝ่ายเห็นด้วย แล้วไม่เห็นด้วย” เลขาฯ กกต. กล่าว
เมื่อถามว่าสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ชี้นำว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไม่ได้ใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นมันชี้นำอยู่แล้ว แต่ข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือที่สภาทำให้ ถ้าเป็นรัฐบาลจะเป็นผู้ทำเอกสาร ซึ่งข้อมูลนี้ชี้นำไม่ได้ เพียงแต่ให้ประชาชนรู้ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรตามมาตรา 15 แต่เวลาที่ให้ข้อมูลกับประชาชนฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นตามเขา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะต้องให้ข้อมูลโน้มน้าวไปอีกทางหนึ่ง ดังนั้นในส่วนของประชามติจะมี 2 ส่วน คือส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นอย่างนี้ทั่วโลกในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครพรรคการเมืองสามารถนำประเด็นประชามติไปหาเสียงได้ แต่ถ้าเป็นเวทีของการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ ซึ่งในหนังสือที่ ครม. ส่งมาให้ กกต. ระบุว่า ให้ กสทช. ดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชน จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสำนักงานก็จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อและประชาชนไปพร้อมกัน
เมื่อถามว่าในเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคสามารถบอกเลยได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคต้องบอกว่านโยบายของพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างนี้พูดได้เพราะเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติคนที่พูดไม่ใช่พรรค แต่เป็นเวทีของฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นประชามติ ซึ่งหากพรรคอยากพูดก็ต้องไปลงทะเบียน เป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งมันใช้กฎหมายคนละฉบับ ดังนั้นการหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงสามารถเสนอว่าพรรคมีนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ไม่ใช่ไปบอกว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะถ้าทำเช่นนั้นมันจะเป็นเรื่องของการทำประชามติไปแล้ว ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็มีการเสนอนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหาเสียงซึ่งก็ไม่ผิดกฎหมาย ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเลือกหรือไม่เลือก แต่ถ้าไปตั้งเวทีรณรงค์ว่ามีการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของกฎหมายประชามติ ซึ่งตอนนี้พรรคการเมืองจะต้องระมัดระวัง พรรคจึงหาเสียงว่า จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่จะไปพูดว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะมันดีอย่างนั้นอย่างนี้นั้นไม่ได้ ซึ่งถ้าหากมีการล้ำเส้นก็จะมีโทษตามกฎหมาย
“ผู้สมัครและพักต้องระวังต้องคิดว่าขณะที่พูดในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้งหรือในกรอบการทำประชามติถ้าพูดในกรอบประชามติต้องไปลงทะเบียน ว่าเป็นฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เนื่องจากมันมีเวทีให้แสดงความคิดเห็นอยู่ แต่ถ้าพูดในฐานะ สส. มันเปิดกว้าง พูดอย่างไรก็ได้ แต่อย่าไปพูดว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ มันจะข้ามไปกฎหมายการทำประชามติ” นายแสวง กล่าว
นายแสวง ยังกล่าวถึง ครม. เตรียมหารือในเรื่องคำถามที่จะทำประชามติ ว่าจะใช้คำถามที่รัฐสภาส่งผ่าน ครม. หรือ ครม. เป็นผู้คิดคำถาม ว่า กกต. ขอเวลาดูรายละเอียดหนังสือที่ ครม. ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้วให้เป็นอำนาจของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่ กกต. เป็นผู้เลือกคำถาม ซึ่งยังไม่ขอตอบว่า ครม. ส่งคำถามมาตามวงเล็บไหนของกฎหมายการทำประชามติ จึงขอไปดูหนังสือก่อน ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติ ถ้าไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้ใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวน 53 ล้านคน ซึ่งถ้าแยกกันทำก็จะรวมประมาณหมื่นล้านบาท แต่ถ้าจัดพร้อมกันก็จะอยู่ที่ 8 พันล้านบาท.



