นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวระหว่าง เปิดการสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “Agrivolution : พลิกเกมเกษตรทันอนาคต” ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถึงภาพรวมเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย โดยระบุว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่า คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3.2 โดยการเติบโตยังคงมีความเปราะบางจากความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวร้อยละ 2.0 จากแรงหนุนของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
สำหรับ ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 พบว่า ขยายตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดย สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัว ขณะที่ สาขาประมง ยังหดตัว ปัจจัยบวก ที่สนับสนุนการเติบโต ได้แก่ ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวย ไม่ประสบภัยแล้งรุนแรง ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง นอกจากนี้การบริหารจัดการแปลงและฟาร์มที่ดีขึ้น ช่วยให้ควบคุมโรคระบาดได้ดี รวมถึงนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการส่งเสริมเทคโนโลยีช่วยยกระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวจากการบริโภคและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมี ปัจจัยลบ จากพายุและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลายช่วง โดยเฉพาะอิทธิพลของพายุตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน 2568 อาทิ พายุ “วิภา” และ “คาจิกิ” ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลาง ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนเสียหาย รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน สำหรับรายละเอียดในรายสาขา มีดังนี้
สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 4.6 พืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง เพิ่มขึ้นจากน้ำต้นทุนที่เพียงพอ เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทั้งในและนอกเขตชลประทาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลายพื้นที่เกษตรกรสามารถปลูกได้ 2 รอบ และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากมันสำปะหลังมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น อ้อยโรงงาน เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศดีและนโยบายส่งเสริมเครื่องจักรกล สับปะรดปัตตาเวีย เพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสม ยางพารา เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาปีที่ผ่านมาจูงใจ ปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิต ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสมและปริมาณน้ำเพียงพอ เอื้อต่อการออกดอกติดผล โดยเฉพาะทุเรียนที่มีการขยายพื้นที่ปลูกมาก ส่วนพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี ลดลงจากราคาที่ไม่จูงใจและปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ และ มันสำปะหลัง ลดลงจากปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ เนื่องจากภัยแล้งในช่วงต้นปี 2567 และบางพื้นที่ยังพบโรคใบด่าง
สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 0.5 โดยสินค้าที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ จากการขยายการผลิตรองรับความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ สุกร จากปริมาณการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นและการจัดการฟาร์มที่ดี ไข่ไก่ เพิ่มขึ้นจากการชะลอการปลดระวางแม่ไก่ และ น้ำนมดิบ เพิ่มขึ้นจากการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพ ส่วน โคเนื้อ ผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นทุนสูง เกษตรกรบางส่วนเลิกเลี้ยง
สาขาประมง หดตัวร้อยละ 1.0 โดย กุ้งขาวแวนนาไม ลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้กุ้งเติบโตช้าและบางส่วนเกิดโรค สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ ลดลงจากอากาศแปรปรวน และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการออกเรือจับสัตว์น้ำลดลง และ ปลานิล/ปลาดุก ลดลงจากราคาอาหารสัตว์น้ำที่สูงและราคาขายไม่จูงใจ
สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.6 โดยการจ้างบริการเตรียมดินเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายชนิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 1.3 จาก ไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ และรังนก ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ขณะที่ ไม้ยางพารา ลดลงตามเป้าหมายการตัดโค่น และ ครั่ง ลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน



