วันที่ 18 ธ.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลัง ถึงการเสนอให้คลังเข้ามาดูแลธุรกิจทองคำ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มซื้อขายทองออนไลน์ ซึ่งมีผู้ค้าทอง 15 ราย รวมมูลค่าธุรกรรมซื้อขายในตลาด 50% ต่อจีดีพี โดยมี 3-4 รายขนาดใหญ่ต้องติดตาม เมื่อร้านทองรายใหญ่ขายดอลลาร์ซื้อเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า จึงควรให้มีหน่วยงานมากำกับดูแลธุรกิจทอง เนื่องจากหากเกิดความผิดปกติจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่กับระบบเศรษฐกิจและประเทศไทยได้
“ที่ผ่านมา ธปท.ทำตามพ.ร.บ.เงินตราต่างประเทศ ต้องตรวจเอกสารหลักฐานซื้อขาย และขอให้กระทรวงการคลังให้อำนาจเรียกดูข้อมูล และต้องมีคนมาดูแลธุรกิจทองคำ แต่ไม่สามารถเก็บภาษี หรือห้ามการเข้าออกของเงินและทองคำ”
ขณะที่เรื่องการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล USDT มีผลต่อค่าเงินบาทนั้น ยืนยันว่า ไม่มีผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างที่มีบางส่วนเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม อาจมีความเสี่ยงที่เงินทุนสีเทาอาจเข้ามาเกี่ยวข้องผ่านช่องทางอื่น ๆ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามและเรียกร้องให้มี Travel rule เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน
“ธปท. ยืนยันว่าได้เข้าดูแลเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทอยู่ทุกวัน มาตรการที่สามารถทำได้คือการเข้าตรวจสอบและขอเอกสารแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มให้มีการตรวจเอกสารทั้งหมดแล้ว แม้แต่ผู้ค้าทองที่ขายทอง ส่วนมาตรการที่รุนแรง เช่น การเก็บภาษีเงินนำเข้า หรือการบล็อกการเคลื่อนย้ายเงินนั้น ไม่เป็นที่พึงประสงค์ เพราะเคยเกิดปัญหาในอดีตมาแล้ว และจะกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรงอย่างแน่นอน และธปท. ไม่ได้มีอำนาจกำกับดูแลธุรกิจอื่นที่นอกเหนือจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศโดยตรง จึงจำเป็นต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำกับดูแลธุรกรรมที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงิน เช่น ซื้อขายทองผ่านแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการซื้อขายถี่ ๆ ระดับวันละ 100-1,000 ล้านบาท”



