นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า  “ไร่เตียวิเศษ” อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อตั้งปี 2553 บนพื้นที่ครอบครัว 3 ไร่ ดำเนินงานโดย น.ส.ดวงเด่น เตียวิเศษ โดยพัฒนาเป็นเกษตรผสมผสาน มีไก่ไข่ 500 ตัว (โรงเรือน 186 ตารางเมตร) และแปลงผัก 1 ไร่ รวมถึงไม้ผลหลากชนิด ปรับเปลี่ยนสู่เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2554 และได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ปี 2560 พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้สำหรับชุมชน

โมเดลไร่เตียวิเศษเป็นตัวอย่างการออกแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค  หรือ การผลิตที่ยึดความต้องการของตลาดเป็นหลัก ใน 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1. ผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าอาหารคุณภาพและมีเรื่องราว/ความเชื่อมั่น โดยฟาร์มสร้างจุดเด่น “ไข่ไก่อารมณ์ดี” คุณภาพสูงจากการเลี้ยงแบบธรรมชาติ และ 2. กลุ่มผู้บริโภคที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์และการเรียนรู้ โดยฟาร์มต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว   เชิงเกษตรและเวิร์กช็อป ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมกว่า 500 คนต่อปีและมีอัตราค่าบริการชัดเจน

ด้านการบริหารการผลิต และความคุ้มค่าจากการผลิตที่หลากหลายไร่เตียวิเศษเริ่มจากการบริหารปัจจัยการผลิตในระดับครัวเรือนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยผสานกิจกรรมไก่ไข่-ผัก-ปลา-ไม้ผล-บริการท่องเที่ยวให้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน (น้ำ ปุ๋ย วัตถุดิบ พลังงาน และแรงงาน) โมเดลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการขยายขนาดการผลิต (Scale) เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุนเฉลี่ยของ  ทั้งระบบซึ่งเป็นลักษณะความคุ้มค่าจากความหลากหลายที่เหมาะกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยว

ด้านการยกระดับผลิตภาพการผลิต และลดต้นทุน ฟาร์มบริหารจัดการอาหารไก่โดยใช้วัตถุดิบจากฟาร์มถึงร้อยละ 80 (เช่น หยวกกล้วย เศษพืชผล และน้ำหมักชีวภาพ) ร่วมกับอาหารสำเร็จรูปเพียงร้อยละ 20 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี นำน้ำจากสระเลี้ยงปลามาใช้รดแปลงผัก ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และนำวัสดุเหลือใช้กลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ รวมถึงใช้แรงงานในครัวเรือน กลไกดังกล่าวทำให้ฟาร์มลดค่าใช้จ่ายรวมจาก 720,000 บาท เหลือ 462,200 บาท ลดลงร้อยละ 36 ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรภายในฟาร์มให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยลดความเสี่ยงจากราคาปัจจัยการผลิตภายนอกที่มักมีความผันผวน

ด้านความคุ้มค่าและผลตอบแทน พบว่า ฟาร์มผลิตไข่เฉลี่ยปีละ 73,000 ฟอง จำหน่ายฟองละ 10 บาท  สร้างรายได้หลัก 730,000 บาทต่อปี และต่อยอดรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร (ค่าทัวร์ 100 บาท/คน และเวิร์กช็อป 3,200 บาท/กลุ่ม 4 คน) รวมถึงรายได้จากผลผลิตอื่นๆ เช่น ผักสด ปลา และกล้าพันธุ์ผักพร้อมกระถางกว่า 500,000 บาทต่อปี ส่งผลให้มีรายได้รวม 1,280,000 บาทต่อปี และมีกำไรสุทธิ 560,000 บาทต่อปี

“การมีรายได้จากหลายช่องทางช่วยให้มีเงินหมุนเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลผลิตเพียงอย่างเดียว ทำให้ธุรกิจเกษตรอยู่รอดได้แม้ในยามที่ต้นทุนผันผวนหรือตลาดชะลอตัว นอกจากนี้ ในด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐาน การใช้หลักการ Zero Waste เพื่อหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด   ยังส่งผลให้ต้นทุนลดลงจริงและเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการ ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG   ในระดับพื้นที่ โดยการมีมาตรฐานรับรอง อาทิ เกษตรอินทรีย์ หรือมาตรฐานท่องเที่ยวยั่งยืน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยการันตีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ลดความเสี่ยงทางการตลาด และช่วยให้การขยายผลโมเดลความสำเร็จสู่พื้นที่อื่นๆ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ”