สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แถลงเกี่ยวกับแผนการต่อเรือรบติดตั้งอาวุธหนักชั้นใหม่ ซึ่งจะมีการขนานนามตามนามสกุลของตัวเองคือ “ทรัมป์คลาส” หรือ เรือรบชั้นทรัมป์
ทรัมป์กล่าวด้วยว่า เรือรบเหล่านี้จะเป็น “หนึ่งในเรือรบบนผิวน้ำที่อันตรายที่สุด” และเป็น “เรือรบซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”
???? @POTUS: As Commander-in-Chief, it's my great honor to announce that I've approved a plan for the Navy to begin the construction of two brand new, very large battleships… They'll be the fastest, the biggest, and by far — 100x more powerful than any battleship ever built. pic.twitter.com/226O1UxOeS
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) December 22, 2025
อย่างไรก็ดี เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แผนการสร้างเรือรบเหล่านี้คือเพื่อตอบโต้รัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งเป็น “คู่ปรับ” ของรัฐบาลวอชิงตันหรือไม่ ผู้นำสหรัฐปฏิเสธที่จะกล่าวอย่างเจาะจง โดยใช้คำว่า “เรือรบมีไว้เพื่อตอบโต้ทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่จีน” และย้ำว่า “สหรัฐมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับจีน”
ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า เรือรบชั้นทรัมป์จะมีระวางขับน้ำระหว่าง 30,000 ถึง 40,000 ตัน จะมีการติดตั้งทั้งขีปนาวุธและปืน รวมถึงอาวุธที่ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น เลเซอร์ และขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงหรือขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ขณะเดียวกัน เรือจะมีศักยภาพในการบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ ในรูปแบบของขีปนาวุธร่อนติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ที่ยิงจากทะเลอีกด้วย
แม้ตามข้อมูลที่เปิดเผยตอนนี้ ถือว่าเรือรบชั้นทรัมป์จะมีขนาดใหญ่กว่าเรือพิฆาตและเรือลาดตระเวนที่กองทัพเรือสหรัฐใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างมาก แต่ระวางขับน้ำตามที่ทรัมป์ให้ข้อมูล จะยังคงเล็กกว่าเรือประจัญบานชั้นไอโอวา ซึ่งเป็นเรือประจัญบานรุ่นสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐ ที่ปลดประจำการไปในช่วงทศวรรษ 1990
อนึ่ง รายงานซึ่งฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐนำเสนอต่อสภาคองเกรส เมื่อช่วงต้นปีนี้ ระบุว่า สหรัฐตามหลังจีนอย่างมีนัยสำคัญในด้านจำนวนเรือรบในกองทัพเรือ และกองทัพสหรัฐมีความวิตกกังวลต่อพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมการต่อเรือของจีน
ทั้งนี้ ทรัมป์ให้คำมั่นว่า จะฟื้นฟูสหรัฐให้กลับมาเป็นมหาอำนาจด้านการต่อเรือ และสหรัฐจะมีกองทัพเรือซึ่งทรงอานุภาพที่สุดในโลก โดยมีเรือประจัญบานเป็นกำลังหลักในการนำทาง.
เครดิตภาพ : AFP



