“ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์” วิเคราะห์สถานการณ์มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้บุคคลที่เป็นเอ็นพีแอล โดยใช้ข้อมูลเครดิตบูโรตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 62 ถึงไตรมาส 2 ปี 68 พบว่าการปรับโครงสร้างหนี้ยังไม่ทั่วถึง มีเพียง 23% ของลูกหนี้บุคคลเอ็นพีแอลทั้งหมดที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้
โดยกลุ่มเกษตรกรได้รับการปรับโครงสร้างหนี้มากที่สุด 47% ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นกลุ่มที่มีสถาบันการเงินของรัฐเป็นเจ้าหนี้หลัก และสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มมากกว่า เช่น การพักชำระหนี้ตามฤดูกาล หรือการจ่ายหนี้ตามรอบรายได้ของลูกหนี้ รองลงมาคือกลุ่มธนาคาร 29% และนอนแบงก์ เพียง 14% ของลูกหนี้เอ็นพีแอลในแต่ละกลุ่ม สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความช่วยเหลือตามประเภทเจ้าหนี้
ทั้งนี้ ประเมินว่าการก่อหนี้ที่สูงเกินไปตั้งแต่ต้นยังเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องแก้ไขเชิงรุก ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ในปี 68 ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเอ็นพีแอลที่เคยปรับโครงสร้างหนี้แต่ไม่สำเร็จ และได้โอกาสอีกครั้ง เนื่องจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น คุณสู้เราช่วย ช่วยลดค่างวดได้จริง และมีแรงจูงใจให้ตัดเงินต้นเร็วขึ้น รวมไปถึงการขยายความครอบคลุมลูกหนี้ที่ค้างชำระนานเกิน 1 ปี ก็สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการรอบนี้ได้
ส่วนกลุ่มนอนแบงก์ มีประสิทธิผลการปรับโครงสร้างหนี้ต่ำสุด ไม่ถึง 10% ที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ แม้จะมีจำนวนบัญชีมากกว่าครึ่งของจำนวนเอ็นพีแอลบุคคลทั้งหมด เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาจจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ไม่สูงหรือรายได้มีความไม่แน่นอนสูงทำให้ความสามารถในการชำระหนี้มีจำกัด และส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้ความช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้โดยการลดดอกเบี้ย หรือตัดต้นเร็วอาจไม่เพียงพอ
สำหรับการแก้หนี้ครัวเรือนให้สำเร็จอย่างยั่งยืน จึงต้องทำมากกว่าการยืดเวลาชำระหรือปรับเงื่อนไขชั่วคราว โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของภาครัฐควรปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อ ผ่านมาตรการการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อเกินความจำเป็น ผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ให้บริการหรือสถาบันทางการเงินมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาระหนี้โดยรวมของผู้กู้มากขึ้น
นอกจากนี้ต้องปรับมาตรการควบคุมความเสี่ยงระดับมหภาค เพื่อกำหนดเพดานหนี้โดยรวมแต่ละราย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน และบังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันการสะสมหนี้ครัวเรือนที่มากเกินกว่าความสามารถผู้กู้ ควบคู่กับการป้องกันหนี้ไหลไปเป็นเอ็นพีแอล โดยส่งเสริมกลไกเตือนความเสี่ยงล่วงหน้าและมีมาตรการจูงใจให้ลูกหนี้เข้าปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเป็นเอ็นพีแอล ดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบโดยการเชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และมีการให้คำปรึกษาในการรวมหนี้และฟื้นฟูเครดิต
ขณะที่ต้องขยายกลไกให้คำปรึกษาหนี้แบบวัน-สต็อป กำกับสินเชื่อดอกเบี้ยสูงและโฆษณาที่ไม่รับผิดชอบ พร้อมยกระดับความโปร่งใสเรื่องต้นทุนจริงที่ผู้กู้ต้องจ่ายต่อปี พร้อมกับการดำเนินนโยบายช่วยสร้างความเข้มแข็งฐานะการเงินของครัวเรือนทั้งในด้านการเสริมรายได้ สวัสดิการ รวมถึงทักษะอาชีพ



