เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ตลาดสดเทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายศุภกร สุวรรณหมัด หรือทนายเก่ง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 1 เบอร์ 4 พรรคประชาชน ลงพื้นที่ใช้เวลาหาเสียงทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับแนะนำตัวผู้สมัคร โดยมีบรรดาพ่อค้าประชาชนที่ชื่นชอบเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจตัวผู้สมัคร ก่อนขึ้นรถหาเสียง วนรอบหอนาฬิกาตรัง ปราศรัยบนรถแนะนำตัวผู้สมัครในเขตเทศบาลนครตรัง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คะแนนเสียงในภาคใต้คือความหวัง เพราะว่าภาคใต้ยังสามารถโตได้อีกเยอะในเรื่องของการเลือกตั้ง แล้วตนมองว่าจะเป็นจุดสำคัญในการส่งให้พวกเราได้ไปเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน ตนรู้มาเสมอว่าการเลือกตั้งในภาคใต้ไม่ง่าย เราเองก็ผ่านการเลือกตั้งตั้งแต่ 2566 มีเพียงจังหวัดภูเก็ตที่พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่เช้านี้เท่าที่เดินตลาดกับผู้สมัครเขต 1 ต้องบอกว่าการตอบรับดีเกินคาด มีพี่น้องประชาชนมาขอถ่ายรูป มาร่วมพูดคุย เป็นบรรยากาศที่ดีแล้วก็อบอุ่น ถือว่าดีเกินคาดมากจริงๆ ตนเดินสายตั้งแต่พังงา กระบี่ วันนี้มาที่ตรัง พรุ่งนี้จะไปที่สตูล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาคะแนนผลการเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ สมัยเป็นพรรคก้าวไกลมีคะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 จาก 4 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความคาดหวังแค่ไหน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า โจทย์ในครั้งนี้จากฐานคะแนนเดิม สส.เขต 1 อยู่ที่ประมาณ 17,000 เสียง ในส่วนที่ 2 โจทย์ที่เราจะต้องทำให้ได้ก็คือจะทำยังไงให้คะแนนบัญชีรายชื่อมาเลือก สส.เขต ด้วย ต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งถึงแม้จะมีบัตร 2 ใบ เรามักจะจำคำพูดว่าเลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ใช่ อะไรทำนองนี้ ประเด็นก็คือว่าในความเป็นจริงมันแยกกันไม่ได้ เพราะจะ สส.เขตก็ดี สส.บัญชีรายชื่อก็ดี ตอนที่จะต้องไปจัดตั้งรัฐบาลทั้งสองส่วนนี้ต้องมีบทบาทเท่ากัน

ดังนั้นต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าการเลือกตั้ง ถ้าอยากให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลต้องเลือกทั้ง สส.เขต และเลือกพรรคประชาชนเข้าไปเพื่อที่เราจะได้มี สส. มากที่สุด และจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหรือให้ดีไม่ต้องมีพรรคร่วมเลย เป็นพรรคเดี่ยวในการจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโจทย์ที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งก็คือคะแนนนิวโหวตเตอร์ที่จะเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ทางพรรคก็ตั้งความหวังกับคะแนนเสียงเหล่านี้มากในการที่จะมาช่วยกันเลือกพรรคประชาชน

“การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำหรับคนไทยสำหรับประเทศไทยมากพอหรือยัง ลองไปดูอย่างพี่น้องภาคใต้ ตนคิดว่าถ้าพูดถึงหนึ่งในความท้าทายของสังคมไทยคือเรื่องภัยพิบัติ ดูการบริหารน้ำท่วมที่หาดใหญ่ พอใจไหมถ้าพอใจ จะเลือกแบบเดิมตนไม่ว่ากัน เคารพในการตัดสินใจ แต่ถ้าคิดว่ามันต้องดีกว่าเดิม วันนี้เราต้องเลือกของใหม่เช่นกับปัญหาการคอร์รัปชันก็ยังเป็นปัญหาหลัก อย่างเช่นองค์กรตำรวจมีทุกเรื่อง มีแทบเรียกว่าเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน มีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับองค์กรตำรวจเสมอ ตำรวจอยู่ภายใต้ใคร อยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรี ดังนั้นตนคิดว่าถ้าอยากจะออกจากความเน่าเฟะของสังคม ตนคิดว่าเราไม่ควรจะกลับไปแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าพี่น้องรู้แล้วว่าการเมืองมันเน่า กับอันที่สองมันมีของใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง คำถามประชาชนต้องเลือกก็คืออยากจะอยู่กับความเน่าแบบเดิม หรือจะไปสู่การสร้างสังคมใหม่ สร้างโลกใบใหม่ที่พรรคประชาชนพยายามทำ แต่ว่าถ้าเราไม่กล้าที่จะเปลี่ยนประเทศ มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ยังไง ประเทศมันจะดีขึ้นได้ยังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็คือการเมืองแบบใหม่”

ขณะที่ด้านกระแสข่าวกรณี ที่หลายฝ่ายโจมตี วาทกรรมด้อยค่ากองทัพ-ความเป็นทหาร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ตนเห็นสัญญาณว่ามีความพยายามในการใส่ร้ายพรรคประชาชนมาโดยตลอด ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา อย่างเช่น พยายามบอกว่าเรามีจุดประสงค์ที่ไม่ดีต่อสถาบันของชาติ มีความพยายามในการบอกว่าเราด้อยค่าทหาร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำไมต้องมาเฉพาะเลือกตั้ง ในวันนี้เราไม่ได้มีการเสนอในเรื่องของการแก้ ม.112 ไม่ได้เป็นนโยบายพรรคเลยเรื่องด้อยค่าทหาร ถ้าไปดูนโยบายของพรรคประชาชน คือ การเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองทัพ ดังนั้นวิธีคิดของเราคือพยายามจะคิดไปถึงว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะทำยังไงให้การบริหารประเทศชาติมันออกมาดีที่สุด แต่เพราะว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ตอนนี้กระแสนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งเลยถูกโจมตี

ถ้าเป็นการโจมตีเรื่องของนโยบายเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินว่าแบบไหนดีแบบนี้ไม่ดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มเอาข่าวเท็จ พยายามมาใส่ร้ายป้ายสี ทางพรรคก็ต้องชี้แจง ต้องอธิบายต่อสังคมให้เข้าใจ จุดแข็งที่สุดของพรรคประชาชนคือการที่ต่อสู้กับทุนสีเทา การที่คุณทำลายพรรคการเมืองที่ต้องการต่อสู้กับทุนสีเทา ใครได้ประโยชน์ในทางกลับกัน ใส่ร้ายมากเท่าไหร่ เหมือนเป็นการเอาถ่านไปเพิ่มในกองไฟ ทำให้มีพลังในการทำงานที่มากขึ้น

“ส่วนกรณีปัญหานี้ส่วนแรกคือ ส่วนไหนที่ต้องชี้แจงก็ต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้ข่าวเท็จไปไกล ส่วนที่สอง เราไม่อยากจะมาเสียเวลากับการต้องชี้แจงข่าวเท็จอย่างเดียว อะไรที่ต้องไปข้างหน้า อย่างตอนนี้จะมีการเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชนออกมาเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นที่กระทรวงยุติธรรม ต่อไปก็จะเห็นมืออาชีพเข้ามามีบทบาทของการทำงาน ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นเสียเวลากับการดิสเครดิตพรรคประชาชน แต่เราเนี่ยไปต่อไม่รอแล้ว อันนี้ก็คือสิ่งที่เราจะพยายามทำให้สังคมเห็น” นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้าย.