กำลังจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง หลังผลสำรวจผ่านนิด้าโพลคะแนนในพื้นที่ภาคใต้ และ กทม. พุ่งตลอด เมื่อ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำให้กระแสพรรคเก่าแก่โดดเด่นขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่หนทางในการเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญ ยิ่งการประกาศไม่จับมือกับ “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” เท่ากับเป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน และอาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาล อาจทำไม่ได้ง่าย อีกทั้งการคาดหมายว่าในพื้นที่เมืองหลวง น่าจะได้ สส.ประมาณ 10 ที่นั่ง ย่อมกระทบกับพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้ สส. 32 คน และตั้งเป้าหมายต้องได้ สส. 250 คนขึ้นไป

ก่อนหน้านั้น “นายสกลธี ภัททิยกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ กทม. กล่าวว่า ตั้งเป้าพรรคน่าจะได้ สส.กทม. ประมาณ 10 คนจากผลโพล ซึ่ง กทม. เป็นพื้นที่อ่อนไหวกับกระแสทางการเมือง และมีการเปลี่ยนแปลง สส.ตลอดเวลา จากอดีตที่พรรคเคยมี สส.กทม. 30 คน จนไม่ได้รับการเลือกตั้ง ดังนั้นโอกาสการพลิกผันในพื้นที่ กทม.จึงมีมาก ซึ่งหลังจากนี้อีก 1 เดือน สถานการณ์ก็อาจเปลี่ยนไปได้ จึงต้องประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน
นอกจากนี้ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของพื้นที่ โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตั้งเป้า สส. ไว้ที่ 30 คน ล่าสุด “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย แสดงความมั่นใจว่า จากการตอบรับของประชาชนในพื้นที่ และการเปิดตัวแคมเปญในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสคว้าที่นั่ง สส.ในภาคใต้ มากกว่า 30 ที่นั่งตามเป้าหมาย และจะเป็นพลังหลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภาคใต้ในการเลือกตั้งปี 69 ซึ่งมีจำนวน สส. ทั้งหมด 59 คน
ถ้าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น หากพรรคประชาธิปัตย์กลับมายึดครองพื้นที่ภาคใต้เหมือนเดิม อาจส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยที่หวังจะยึดครองพื้นที่ใต้ เพื่อก้าวเข้าไปมีเสียงข้างมากในสภา อาจจะไปไม่ถึงฝัน นั่นหมายความว่า หลัง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับเข้ามาทำงานการเมือง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีกระแสความนิยมสูงขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญ ที่อาจทำให้พรรคสีส้มภายใต้การนำของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และพรรคสีน้ำเงิน ภายใต้การนำของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล อาจมีปัญหาให้กับสองพรรคใหญ่ เพราะมีพื้นที่ทับซ้อนกับพรรคสีฟ้า หากคว้าจำนวน สส.ในพื้นที่ กทม. และภาคใต้ได้เกินเป้า

ด้าน “นายพิพัฒน์” กล่าวถึงผลนิด้าโพลระบุว่า ประชาชนใน จ.สงขลา กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” เป็นนายกฯ ว่า ไม่ได้กังวลอะไรมาก มีความมั่นใจในตัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะได้เก้าอี้ สส. ไม่น้อยกว่า 31 ที่นั่ง และพยายามทำให้ได้มากกว่านั้น มั่นใจว่าน่าจะได้ สส. ระบบเขตมากที่สุด อะไรที่เป็นนโยบายของพรรคเรา อาทิ นโยบายคนละครึ่งพลัส เราจะดำเนินการต่อ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก เมื่อถามถึงกำหนดการการปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ภาคใต้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะเริ่มเปิดปราศรัยใหญ่ในภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค.-6 ก.พ.นี้ โดยไฮไลต์ปราศรัยใหญ่ของพรรคที่ต้องจับตา ซึ่งนายอนุทิน พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ จะร่วมกันยกทัพใหญ่ของพรรค ไปขึ้นเวทีปราศรัย ประกอบด้วย 1.เวทีที่ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 30 ม.ค. 2.วันที่ 3 ก.พ. ที่ จ.สุราษฎร์ธานี 3.วันที่ 4 ก.พ. ที่ จ.สงขลา และ 4.วันที่ 5 ก.พ. ที่ จ.นครศรีธรรมราช

ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่หมายมั่นปั้นมือจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแย่ง สส. ในพื้นที่ภาคใต้จากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพื้นที่เป็นฐานการเมืองของพรรคเก่าแก่เช่นเดียวกัน
นอกจากแคนดิเดตนายกฯ ที่จะมีส่วนสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความสำคัญให้แต่ละพรรคการเมือง ที่ส่งคนลงสมัคร รายชื่อบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ก็เป็นจิ๊กซอว์ที่จะมาช่วยเติมเต็มให้พรรคการเมืองนั้น มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฟซบุ๊กพรรคประชาชน ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอรายการ The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน EP.1 “ได้เวลาคืนความปกติให้กระบวนการยุติธรรมไทย” มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยถูกวางตัวจากพรรคสีส้ม ให้เข้ามาทำหน้าที่ “รมว.ยุติธรรม” หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำรัฐบาล

ด้าน “น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 11 พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคเปิดตัวคณะผู้บริหารของพรรคเป็นวันแรก โดยวันนี้มีการเปิดตัวทีมบริหาร ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งรับรองว่าเปิดชื่อมาก็ว้าวแน่นอน เป็นอีกหนึ่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับในวงการนักนิติศาสตร์ทั้งหมด ไม่ว่าศาล อัยการ ทนายความ หรือตุลาการต่างๆ ทั้งนี้ อยากให้ติดตามการเปิดตัวตลอดทุกวัน ทุกกระทรวงเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แล้วน่าจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการเปิดชื่อคณะบริหารก่อน

ส่วนด้าน “น.ส.รักชนก ศรีนอก” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า อยากให้ลองเอาหน้าของผู้บริหารของประชาชนไปเทียบกับผู้บริหารในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง หรืออะไรก็ตาม ที่จะเปิดตัวต่อจากนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงแรงงาน ก็จะเปรียบเทียบกับในอดีตที่เป็นคุณสุชาติ ชมกลิ่น เป็นต้น

ขณะที่ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่ กทม. พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเหตุผลว่าทำไมประชาชนถึงต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่า ถ้าเป็น 5-10 ปีก่อน ตนคงไม่เข้ามาพรรคภูมิใจไทย แต่วันนี้เมื่อตัดสินใจมาเข้ากับพรรค ก็มาทำงานให้ ทุ่มเททั้งกายใจ เพราะคิดว่าพรรคมีพัฒนาการไม่เหมือนเดิม ที่หลายคนเคยพูดว่า เป็นศูนย์รวมของบ้านใหญ่เท่านั้น ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่ และยังเห็นว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เปิดกว้างให้คนเข้ามาทำงาน อย่างเช่น คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน นี่คือการเมืองที่เราต้องการ นี่คืออนาคตที่ตนต้องการให้เกิดขึ้นกับประเทศ คือการเมืองที่เปิดกว้างให้มืออาชีพเข้ามาทำงาน เพราะปัญหาของประเทศไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองที่จะเข้ามาช่วยกันทำ แต่ปัญหาของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ที่นักการเมืองต้องชวนคนที่อยู่นอกวงการมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ แบบที่ท่านนายกฯ อนุทิน ทำ
“เที่ยวนี้พรรคภูมิใจไทย เหนือความคาดหมาย ไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ที่จะมีพรรคการเมือง ก่อนเลือกตั้งประกาศชัดเจนว่า ถ้าเข้ามาฟอร์มรัฐบาล จะมอบตำแหน่งสำคัญ รองนายกฯ 3 คนควบกับกระทรวงที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ ให้กับคนนอก ให้กับมืออาชีพมาทำ และเปิดเผยเลย ไม่มีจริงใจมากกว่านี้อีกแล้ว แล้วเป็น 3 คนที่ทำงานเห็นผลงานแล้ว คนพอใจ คนเชื่อมือ ถือเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ผมเห็นว่าเป็นพัฒนาการของพรรคภูมิใจไทย” นายเอกนัฏ กล่าว
จากนี้ต้องรอดูพรรคการเมืองอื่น จะเปิดตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำงานในฐานะรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะช่วยยืนยันความพร้อม กับการเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และช่วยให้ประชาชนได้รับรู้ว่า เราจะได้ใครมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารบ้าง และหากได้รับการยอมรับ ยิ่งจะเป็นแต้มต่อในการเลือกตั้ง.
“ทีมข่าวการเมือง”



