ยิ่งการหาเสียงเลือกตั้งเดินหน้า เข้าใกล้วันที่ 8 ก.พ. 69 มากขึ้นเท่าไหร่ วิธีการและรูปแบบในการช่วงชิงคะแนน ก็มีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดูเหมือนพรรคที่กำลังจะมีปัญหามากที่สุด หนีไม่พ้น “พรรคประชาชน (ปชน.)” ที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รับบทแม่ทัพ เนื่องจากกรรมเก่ากำลังตามไล่ล่า หลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เคยมีนโยบายหาเสียง เรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญา 112 จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีมติสั่งยุบพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่มี “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรค โดยระบุ ตอนหนึ่งว่า มีพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน ทำให้พรรค ปชน. ต้องถอดนโยบายการแก้ไขมาตรา 112 จากระบบการสื่อสารของพรรค และผลพวงดังกล่าวยังทำให้ 44 อดีต สส.พรรค ก.ก. ที่ลงชื่อขอแก้ไข ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งสำนวนสอบสวน โดยหัวหน้าพรรค ปชน. และน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สองแคนดิเดตนายกฯ ก็มีชื่อติดร่างแหอยู่ด้วย ซึ่งยังไม่รู้บทสรุปจะจบอย่างไร จะมีผลกระทบพรรคหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือในระหว่างการหาเสียง หลายพื้นที่ที่แกนนำพรรคและผู้สมัคร สส. ลงไปหาเสียง มักถูกคำถามว่า ทำไมต้องแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ชาวบ้านบางคนถึงไม่ยอมฟังนโยบายการหาเสียง และไม่รู้จนถึงช่วงหาเสียงใกล้วันเลือกตั้งยังจะเป็นประเด็นร้อน ที่บรรดาผู้สมัครพรรคสีส้ม ต้องตอบคำถามจากผู้ที่มีความข้องใจหรือไม่ และอาจจะกลายเป็นเงื่อนไข ที่ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ไม่อยากร่วมงานทางการเมืองด้วย นอกจากนี้วาทกรรมที่กล่าวไว้ว่า “มีทหารไว้ทำไม” ยังตามมาหลอนพรรค ปชน. มีการขุดคำพูด “นายพิธา” ที่กล่าวไว้ในเวทีปราศรัยหาเสียง เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2566 ที่ จ.กาญจนบุรี โดยนายพิธาระบุตอนหนึ่งว่า “80 ปี ประเทศไทย ทหารมีไว้ทำไม ก็จะไปรบกับใคร สมมุติมีคนมารุกราน ผมก็ไม่เชื่อว่าคุณจะรบชนะด้วย แล้วอีกอย่างคือตอนนี้เป็นเรื่องของอาวุธ ประเทศที่อยู่ใกล้ๆ กัน ที่เคยทะเลาะกัน มันไม่ทะเลาะกันแล้ว ทุกวันนี้บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพด้วยซ้ำไป ถ้าผู้นำฉลาดพอ มันคือเรื่องกฎกติกาสากล มันคือระเบียบโลก ยิ่งประเทศเล็กๆ อย่างพวกเรายิ่งต้องฉลาด สามารถทำให้ประหยัดงบกองทัพ วันนี้จะมาหาคำตอบกันว่าเราจะทลายทุนทหาร อะไรคือขุมทรัพย์สีเขียว”

นอกจากนี้ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้นำจิตวิญญาณพรรคสีส้ม ยังเคยตัดงบประมาณ ในการจัดหายุทโธปกรณ์ และงบลงทุน ลดลง 40% โดยนายธนาธรมองว่า ไทยยังไม่มีภัยสงครามที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตอันใกล้   ซึ่งทางกองทัพก็พยายามชี้แจงว่า แม้จะไม่เกิดสงครามขนาดใหญ่ แต่อาจเกิดความขัดแย้งเป็นจุดๆ ซึ่งกองทัพจำเป็นต้องจัดเตรียมกำลังให้พร้อมอยู่เสมอ นอกจากนี้ อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ของกองทัพก็อยู่ในสภาพเก่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงซื้อใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

คำถามทั้งการขอเสนอแก้ไขมาตรา 112 และวาทะที่ว่า “มีทหารไว้ทำไม” จะตามมาหลอกหลอนพรรค ปชน. จนกระทบกับผลการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะกลายเป็นว่า ภาพที่ถูกสื่อไประหว่างการหาเสียง กลายเป็นลบ ไม่สามารถสื่อสารเรื่องที่เป็นบวก และนโยบายที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนได้

ขณะเดียวกันยังมีอดีตสมาชิกพรรคออกมาวิจารณ์การทำงานของพรรคที่เปลี่ยนแปลง น.ส.กัลยพัชร รจิตโรจน์ (นิว) อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์ข้อความว่า ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคปชน. ตอนนี้พรรคเปลี่ยนไป เราต้องการตัวเลขมากพอ เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล เราต้องกลืนเลือด ประนีประนอม เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ จึงต้องเอาทีมผู้บริหาร the professionals คนนอก  ถ้าโตโต้ลงบางนาต่อ แล้วโดนคดี 112 คนที่ผิดคือโตโต้เหรอคะที่ต้องจัดการเรื่องเลือกตั้งซ่อม พรรคถึงต้องย้ายเพื่อนที่มีคดี 112 เข้ามาไว้ในปาร์ตี้ลิสต์ เสมือนพวกเขาจะเป็นภาระ

หากมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้น คุณจะเอาเทคโนแครต ศ.ดร. อีลีทที่เก่งมาอีกกี่ร้อยคน มันก็ไม่มีค่าเท่าอุดมการณ์คนหนึ่ง ที่ต้องออกไป พรรคคิดมากเกินไปตอนเจอกระแสคุณศุภจี คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ ซึ่งดิฉันก็ชื่นชมทุกคน โดยเฉพาะคุณศุภจี แต่พวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้มาช่วยพรรคเรา เพราะเราสูญเสียตัวตน แนวร่วมอุดมการณ์ไปตลอดทาง คนแล้วคนเล่า เพื่อเข้าสู่อำนาจจอมปลอมนี้ ที่ทุกคนก็ทราบ ว่าถ้าหากเราเล่นตามกติกาของอำนาจเก่า คุณจะเอามืออาชีพเก่งมาจากไหน ก็จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลย ๆ ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ต่อ พรรคสีส้มยังเผชิญวิบากกรรมอะไรอีกหรือไม่ เพราะการเมืองเป็นเรื่องคาดเดายาก ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้ง มักมีเหตุการณ์นอกเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นเสมอ

นอกจากนี้พรรคสีส้ม ยังเปิดเผยทีมบริหารรัฐบาลประชาชน The Professionals หากพรรค ปชน.เป็นรัฐบาล โดยวันนี้เป็นการเปิดตัวคนที่ 2 ในตำแหน่งว่าที่ รมว.การต่างประเทศ ได้แก่ นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีต 250 สว. อดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ โดยพรรค ปชน.ระบุว่า ถึงเวลาปลดล็อกปฏิรูประบบราชการเดินหน้าสู่ “การทูตกินได้” ทูตพิศาลคือหนึ่งใน 13 สว. ที่โหวตรับรองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งปี 66 และตำแหน่งของนายพิศาล หากพรรคประชาชนตั้งรัฐบาลได้ คือรมว.การต่างประเทศ เพื่อปลดล็อกระบบราชการ สะสางปัญหาประเทศไทยถึงต้นตอ ทำ “การทูตกินได้” ที่ไม่อยู่ภายใต้ความกลัว ทั้งยังเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนไทยอย่างแท้จริง หากดำเนินการต่างประเทศอย่างสง่างาม ยึดหลักการ กล้าต่อรอง สร้างการทูตที่ “โปรไทย” ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติ ไม่ต้องโปรมหาอำนาจฝ่ายใด นี่จะเป็นการกลับมายืนอย่างมีศักดิ์ศรี บนเวทีโลกของไทยอีกครั้ง

หลังก่อนหน้าพรรค ปชน.เปิดตัว “นายมุนินทร์ พงศาปาน” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยถูกวางตัวจากพรรคสีส้ม ให้เข้ามาทำหน้าที่ “รมว.ยุติธรรม”

ซึ่งคงถูกนำไปเปรียบเทียบกับ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศคนปัจจุบัน ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งที่ผ่านมาแสดงศักยภาพ ทั้งในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จนได้รับการยอมรับและสื่อสารให้เวทีนานาชาติ ได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริง ถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และยังเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ในช่วงปี พ.ศ. 2553-2554 

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมาตรการป้องกันการใส่ร้ายป้ายสีในช่วงการเลือกตั้ง โดย “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.  เปิดศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-war Room) โดยระบุว่า วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ปกป้องผู้สมัครพรรคการเมือง และผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้ศูนย์จะมีการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง  โดยจะมีโปรแกรมตรวจจับว่าใครโพสต์ข้อความเฟคนิวส์หรือใส่ร้ายผู้สมัคร พรรคการเมือง ทำให้เกิดความเสียหาย หรือการใช้ข้อความอันเป็นเท็จ และเมื่อได้รับข้อมูลพวกนี้ จากสิ่งที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.เอง

หรือผู้สมัครพรรคการเมืองได้รับผลกระทบก็สามารถแจ้งมาที่ศูนย์นี้ได้ ซึ่ง กกต.ก็จะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย สำหรับขั้นตอนในการคัดกรองข้อความ โปรแกรมจะมีระบบตรวจจับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องมาดูว่าข้อความเหล่านั้นจะเข้าข่ายการใส่ร้าย หรือไม่เป็นไปตามกฎหมายการหาเสียง  โดยเป้าหมายของ กกต.คือการใส่ร้าย ไม่ใช่การหมิ่นประมาท  ซึ่งถ้าหากเป็นหมิ่นประมาท เข้าข่ายเป็นคดีอาญา พรรคการเมืองจะต้องไปจัดการกันเอง

นายแสวง กล่าวอีกว่า ระบบนี้ กกต.ใช้ตั้งแต่การเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 66 สามารถสั่งลบข้อความได้เป็นจำนวนมาก  ซึ่งเบื้องต้นหากตรวจสอบพบเจอ จะมีการสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง  และที่ผ่านมาเราลบได้แต่ตามบุคคลไม่ได้  เพราะมีการตั้งไอพีที่ต่างประเทศ ซึ่งเราต้องร่วมมือกับทางเฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต็อก และแพลตฟอร์มอื่นๆ ทางโซเชียล รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อที่จะสามารถตามเรื่องพวกนี้ได้ เพราะผิดกฎหมายอาญา หากไอพีอยู่ในเมืองไทย ตามได้แน่นอน แต่ส่วนใหญ่ไอพีจะอยู่ต่างประเทศ เราไม่สามารถตามตัวมาได้ เพื่อช่วยให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรม บางแพลตฟอร์มจัดตั้งในต่างประเทศ จึงมีข้อจำกัดในการคุ้มครองลูกค้า ส่วนกรณีที่พบว่ามีการใส่ร้าย ตามขั้นตอนคือ กกต. จะต้องเป็นคนสั่งลบ และต้องตามถึงบุคคลที่โพสต์  อย่างไรก็ตามศูนย์แห่งนี้จะทำงานเป็นการวินิจฉัยเบื้องต้น เพื่อส่งไปยัง กกต. ก่อนจะมีการลบโพสต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลบโพสต์ไปค่อนข้างเยอะแล้ว

คงต้องรอดูกระบวนการใส่ร้ายผู้สมัครรับเลือกตั้งจะลดน้อยลงหรือไม่ หรือจะสามารถตรวจสอบ ใครใช้วิธีสกปรกโจมตีคู่แข่ง เพื่อยกระดับทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

“ทีมข่าวการเมือง”