เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ศาลหลักเมือง กทม. พรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เหตุผลในการเดินทางมากล่าวให้คำสัตย์สาบานร่วมกันอย่างเป็นทางการ ที่ศาลหลักเมือง กทม. ของพรรคเศรษฐกิจ ว่า เราเป็นคนพุทธและมีความเคารพในศาลหลักเมือง ซึ่งเป็นสารคู่บ้านคู่เมืองตั้งแต่ตั้งกรุงเทพมหานครมา เพราะฉะนั้นการเล่นการเมืองจากนี้ไปจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตจริงๆ และมีความทุ่มเท ไม่ใช่มาเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องหรือตัวเอง
พล.อ.รังษี กล่าวอีกว่า ซึ่งพรรคเศรษฐกิจเล็งเห็นวิกฤติของประเทศ ที่มีใหญ่ๆ อยู่ 3 วิกฤติตอนนี้ คือ วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือการคอร์รัปชัน และวิกฤติความมั่นคง ซึ่งเป็นทั้งระดับโลกและในประเทศเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องทุ่มเทและมีความจริงใจต่อประเทศ ไม่ใช่มาเล่นการเมืองเพื่อลาภยศสรรเสริญ โดยวันนี้ที่ตนลงมาเล่นการเมืองเพราะเห็นถึงวิกฤติ 3 ข้อนี้ ซึ่งเราไปต่อไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจ หนี้ ถือเป็นวิกฤติใหญ่ของประเทศ
พล.อ.รังษี กล่าวอีกว่า วันนี้ประชาชนและนักธุรกิจติดกับดักหนี้ ล้มละลาย รัฐบาลเป็นหนี้สาธารณะรุงรัง เพราะฉะนั้นตนไม่ได้มาเล่นๆ หรือมาให้คนปรามาส ถ้าประชาชนทั้งประเทศเห็นว่านโยบายพรรคเศรษฐกิจ กับการที่เห็นตนมาให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อศาลหลักเมืองแล้ว ให้เลือกพรรคเศรษฐกิจแบบแลนสไลด์ไปเลย วันนี้เราไม่มีเวลาแล้วที่จะมาเป็นพรรคร่วม มาเล่นวาทกรรม หรือมาโกงกินชาติ จบแล้ว วันนี้เราต้องการคนที่จะมากำหนดและผลักดันนโยบาย แล้วทำให้ประเทศหลุดจากเหวมรณะ เราไม่มีเวลาอีกแล้ว ตนขอฝากถึงประชาชนว่าพวกที่มาแจกเงินซื้อเสียง ให้รับเงินแต่อย่าเลือก
ผู้สื่อข่าวถามว่าการลงพื้นที่ เสียงตอบรับของประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.รังษี กล่าวว่า เสียงตอบรับตอนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะให้พรรคเศรษฐกิจเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ นโยบายของพรรคทั้ง 3 ข้อ ครอบคลุมทั้งหมด อาทิ วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติความมั่นคง วิกฤตการคอร์รัปชัน แต่เราจะทำได้ก็ต้องได้เสียงข้างมาก ต้องไปผลักดันการแก้กฎหมายการคอร์รัปชันเป็นโทษประหารในสภา
เมื่อถามว่าทำไมต้องเลือกมากล่าวปฏิญาณในวันที่ 7 เวลา 07.07 น. พล.อ.รังษี กล่าวว่า เป็นความเชื่อของคนที่กำหนดวัน ตนก็มาตามกำหนดการ แต่ใจของตนนั้นคือต้องการมาปฏิญาณต่อศาลหลักเมือง โดยพาทางกรรมการบริหารพรรค ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต
เมื่อถามถึงนโยบายการปราบปรามคอร์รัปชันเนื่องจากหลายพรรคก็มีนโยบายดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทางพรรคเศรษฐกิจจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างไร พล.อ.รังษี กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกนโยบายข้อ 3 คือ แก้กฎหมายการทุจริตของข้าราชการ ม.157 เป็นโทษประหารชีวิตทั้งผู้ให้และผู้รับ และไม่มีการลดโทษ แต่ให้เวลาอุทธรณ์หนึ่งปีหลังจากศาลฎีกาพิพากษา เพราะฉะนั้นไม่เหมือนพรรคอื่นอยู่แล้ว และตนมั่นใจว่าหากพรรคเศรษฐกิจได้เสียงข้างมากในสภา ตนสามารถผลักดันกฎหมายนี้ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาหนึ่งปี แต่ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมอาจต้องใช้เวลา
พล.อ.รังษี กล่าวย้ำว่า เพราะการปรับปรุงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลาย คือตำรวจจนถึงกรมราชทัณฑ์ ต้องใช้เวลา ฉะนั้นเราต้องแยกอำนาจการสอบสวนออกจากตำรวจ โดยให้ตำรวจมีหน้าที่จับกุมกับสืบสวน และเราจะตั้งกรมนิติเวชกลาง เพื่อโอนพิสูจน์หลักฐานและกับนิติวิทยาศาสตร์เข้ามา ซึ่งจะมีหน้าที่สอบสวนและทำสำนวนส่งให้อัยการ โดยจะแยกเป็นสองทางเพื่อสร้างสมดุลทางกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาตำรวจจับเอง ทำคดีเอง จึงมีการบิดเบี้ยวคดีเยอะแยะไปหมด และวันนี้การปฏิรูปตำรวจก็ต้องทำทั้งโครงสร้าง ซึ่งตนได้เตรียมคณะทำงานเรื่องนี้ไว้หมดแล้ว



