เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ม.ค. พ.ต.อ.ธนัญชัย นวลนิรันดร์ ผู้กำกับการ สภ.ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย พ.ต.ท.อรรถวรรธน์ ใบหา รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ดอนสัก ร่วมกันสอบสวนปากคำ นายสุรชาติ หรือ “ไข่นุ้ย” สังข์คร อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 158/2 หมู่ 10 ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังถูกจับกุมตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
การจับกุมเกิดขึ้นขณะนายสุรชาติเดินเตร็ดเตร่อยู่บริเวณท่าเรือโดยสารเฟอร์รี่ข้ามฟาก ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก โดยถูกแจ้งข้อหา พาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธปืนติดตัวโดยไม่มีเหตุอันควร และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ
พ.ต.อ.ธนัญชัย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา มีพนักงานขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันแกร็บ จำนวน 2 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า ถูกชายรายหนึ่งทำร้ายร่างกาย โดยใช้อาวุธตีศีรษะ ขณะมีปากเสียงกันเรื่องการรับลูกค้านักท่องเที่ยวบริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ เจ้าหน้าที่จึงเร่งสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ นายสุรชาติ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังของ สภ.ดอนสัก อยู่แล้ว เนื่องจากมีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญ และเคยข่มขู่กลุ่มผู้ประกอบการรถรับจ้างในพื้นที่

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาไปตรวจค้นบ้านพัก พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. มีทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืน 7 นัด แม็กกาซีน 2 อัน ไฟฉายดำน้ำ 1 กระบอก และเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ ก่อนนำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม
จากการสอบสวน นายสุรชาติ รับสารภาพว่า เป็นผู้ทำร้ายร่างกายพนักงานขับรถรับจ้างจริง แต่อ้างว่าอาวุธที่ใช้คือไฟฉายดำน้ำ ไม่ใช่อาวุธปืน โดยให้การว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ขณะตนกำลังติดต่อประสานงานลูกค้านักท่องเที่ยวจากเกาะสมุย บริเวณหน้าท่าเรือ เพื่อส่งต่อให้รถแท็กซี่ไปสนามบิน ได้เกิดปากเสียงกับคนขับแกร็บ 2 ราย เรื่องการตัดราคาค่าโดยสาร ก่อนจะเกิดการโต้เถียงรุนแรง จนตนเกิดบันดาลโทสะทำร้ายร่างกายคู่กรณีดังกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ธนัญชัย กล่าวว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้การแก้ต่างตามกระบวนการกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ตำรวจมีพยานหลักฐานและข้อมูลด้านการสืบสวนที่ชัดเจน อีกทั้งก่อนหน้านี้ทางอำเภอและตำรวจได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่ให้บริการรถรับจ้างบริเวณท่าเรือเฟอร์รี่ในลักษณะเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว มีการข่มขู่ เรียกเก็บค่าโดยสารเกินจริง จนส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของพื้นที่
ทั้งนี้ จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจกระทำกันเป็นขบวนการ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหรือผู้เสียหายรายอื่นที่เคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



