เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 ม.ค. 69 ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผ่านนายพิศิษฐ์ อภิญญาพงศ์ สว. เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา ดำเนินการเอาผิดนายเอกวิทย์ วัชชวัคคุ กรรมการ ป.ป.ช. กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท เพื่อช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในคดีเว็บพนันออนไลน์ โดยนายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งเอกสารให้ สว. ทั้ง 200 คน รับทราบ และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 มีสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 หรือ 40 คน ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะไต่สวนดำเนินการเอาผิดกรรมการ ป.ป.ช. เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำเนินการผ่านประธานรัฐสภา ที่ปัจจุบันประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภา 

ขณะที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า นำพยาน เอกสาร และวัตถุพยาน มายื่นต่อประธานวุฒิสภา ให้พิจารณาส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เอาผิดกรรมการ ป.ป.ช. กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท การที่ตนเปิดหน้าออกมาเปิดเผยความจริงทุกอย่างในวันนี้ มีฟางเส้นสุดท้ายคือ การที่ผู้บังคับบัญชาโยนความผิดเกี่ยวกับเรื่องการติดสินบนทองคำ 246 บาท ต่อ ป.ป.ช. มาให้ตน อะไรที่เกินขีดความจำกัด และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงก็ต้องหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้ และก่อนหน้านี้ยังมีเหตุการณ์วันแถลงข่าว วันที่ 19 มี.ค. 67 เกี่ยวกับเส้นเงินเว็บพนัน BNK 38 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงถึงอดีต ผบ.ตร. ในวันนั้นตนและน้องชายไม่เห็นด้วยที่จะแถลงข่าวกล่าวหาใครโดยไม่มีข้อมูล จึงมีปากเสียงทะเลาะกับผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง รวมถึงมีหลายครั้งที่มีพฤติกรรมโยนความผิดเรื่องอื่นๆ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาเป็นผู้รับผิดแทน ลูกน้องบางคนถูกทำร้ายร่างกาย มีทั้งที่เห็นกับตา และคนอื่นเล่าให้ฟัง การให้คนอื่นรับโทษแทน โดยสัญญาถ้าได้กลับมาจะช่วยเหลือภายหลัง แต่ในความจริง เมื่อคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องไม่ได้จบง่ายๆ ยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ไม่ได้มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับทางตำรวจ คดีของตนมีเรื่องแค่เว็บพนันมินนี่อย่างเดียว คดีนี้อยู่ในชั้น ป.ป.ช. ถ้าไปดีลกับตำรวจจะช่วยเหลืออะไรได้ เพราะคดีอยู่ที่ ป.ป.ช.

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า หลังจากเปิดหน้าออกมา มีความพยายามจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ติดต่อมาผ่านตำรวจรุ่นพี่ แต่ไม่มีอะไรต้องคุย เพราะคดีดำเนินไปแล้ว จึงไม่ได้คุย ส่วนคดีถ่ายคลิปที่บ้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร มีความพยายามจะให้ตนยอมรับว่าเป็นผู้ถ่ายคลิป เพื่อไปกดดันนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช. ทำให้พ่อของตนรับไม่ได้ โกรธมาก และตัดเด็ดขาดตั้งแต่วันนั้น เดิมเคยชื่นชม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ตั้งใจทำงาน แต่หลังจากมีเรื่องกัน ทำให้เห็นวิธีการอื่นที่นอกเหนือจากการทำงาน บางอย่างขัดกับความเป็นตัวเรา ส่วนที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ระบุว่า การทำงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นวิธีที่ไร้ร่องรอยนั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักใช้ลูกน้องทำงาน ทำธุรกรรมแทนให้ทุกอย่าง จึงไม่มีหลักฐานไปเกี่ยวข้องกับคนสั่งการ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่ามีความเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องเก็บหลักฐาน

“ผมติดใจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาตั้งแต่เรื่องคลิปนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กระทั่งมาถึงเรื่องคดีสินบนทองคำ ที่มีความพยายามจะคืนเงิน เพราะตนกับนายเอกวิทย์ไม่รู้จักกัน จึงมีการติดต่อให้คนกลางมาคุยกับตนตามในคลิป ตอนแรกไม่อยากอัดคลิป ครั้งแรกโทรฯ มาขอให้ผมรับว่าเป็นเจ้าของเงิน เพื่อให้ไปรับเงินคืน แต่ได้ปฏิเสธเพราะไม่ได้เป็นเงินของผม เงินใครให้ไปรับเอง รู้สึกแปลกใจให้ตนไปรับแทน แต่ยังมีความพยายามโทรฯ ติดต่อให้ผมไปรับเงิน และบอกจะยกเงินดังกล่าวให้ตนเลย ผมก็ยิ่งไม่เอา เพราะไม่ใช่ของผม ถ้าผมไปรับก็เท่ากับเป็นคนให้ แสดงว่าทองเป็นของผม ซึ่งก็ปฏิเสธไป จนในที่สุดเขาก็ไปคืนกันเอง” พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าว

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ส่วนที่ศาลปกครองนัดตัดสินคดี วันที่ 9 ม.ค. นี้ จะให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับเข้ารับราชการตำรวจหรือไม่นั้น ก็อยากให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กลับมาทำงาน หวังว่าจะได้กลับมา ไม่ต้องค้างคาใจว่า มีส่วนทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับผลกระทบ ส่วนเรื่องคดีให้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ทั้ง ป.ป.ช. อัยการ ศาล ตำรวจ ถ้าทุกหน่วยทำตรงไปตรงมา ไม่มีใครไปสั่งคดีได้ เพราะเป็นคดีที่มีคนสนใจ จับตามอง ส่วนกระแสสังคมที่โจมตีการออกมาแฉข้อมูลครั้งนี้นั้น ไม่เกินความคาดหมาย เตรียมรับอยู่แล้ว ทางกฎหมายอาจต้องเป็นผู้ต้องหา เตรียมใจไว้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ถือว่า “จบแล้วครับนาย” ตรงนี้เป็นการแตกหักหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ไม่ถึงขั้นนั้น ยังเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชาที่เคยช่วยสนับสนุน แต่วันนี้ต้องแยกกันระหว่างความถูกต้องเพื่อคนส่วนรวม เพื่อตนเอง องค์กร แม้จะถูกกล่าวหาทรยศหักหลัก ก็เตรียมรับไว้อยู่แล้ว เรื่องนี้คนที่ถูกหักหลังคนแรกคือนายเอกวิทย์ ถูกถ่ายคลิปเพื่อแบล็กเมล์ คนที่สองคือ ตน ที่พยายามให้ตนไปรับเงินคืน เพื่อจัดฉากว่าเป็นเจ้าของเงิน ถ้าสองสิ่งนี้ที่เรียกว่าหักหลัง ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล ขึ้นอยู่กับใครหักหลังใครก่อน.