จากกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ ร้อง กกต. ตรวจสอบนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค ที่เต้นหาเสียงบริเวณสยามสแควร์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ว่า เข้าข่ายทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ ที่อาจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (3) หรือไม่  

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต. กล่าวถึงกรณีมีการร้องเรียนผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีการเต้นระหว่างหาเสียง อาจเข้าข่ายมหรสพรื่นเริงหรือไม่ ว่า เรื่องนี้มี 2 อย่าง ทั้งเรื่อง “มหรสพ” ซึ่งจะดูง่ายกว่า กับคำว่า “รื่นเริง” ซึ่งหมายความว่าทำให้สนุกสนาน แค่มีเรื่องของดนตรีเข้ามา ทั้งนี้มีคำพิพากษาหรือมติที่ กกต.เคยวินิจฉัยไว้ อย่างผู้สมัครรับเลือกตั้ง เดิมเป็นศิลปินอยู่แล้ว ก็สามารถร้องเพลงโดยไม่มีดนตรีได้ เหมือนเป็นการโฆษณาตัวเอง อย่างนี้ทำได้ อย่าทำให้เป็นลักษณะงานรื่นเริง คือมีดนตรีประกอบ อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่เห็นรายละเอียดที่มีการร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามา ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามต่อว่า กรณีผู้สมัครอาจจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เคยแต่งตัวไลฟ์ลด หากทำแบบเดิม แต่มีดนตรีประกอบจะได้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ถ้าตามคำพิพากษาของศาล หรือคำวินิจฉัยของ กกต. ก็ไม่น่าจะเข้าข่าย อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่เห็นรายละเอียด เพียงแต่พูดตามข้อกฎหมาย เพราะจริงๆ ในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ต้องดูหลายองค์ประกอบ

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องที่เข้าข่ายความผิดนั้นต้องเป็นเรื่องที่มีการร้องเรียน หรือ กกต.เห็นแล้วจึงหยิบมาพิจารณาได้เลย นายแสวง กล่าวว่า เรื่องความผิดทุกเรื่องที่เราพูดกันมาในกฎหมายเลือกตั้งมีทั้ง 1. ความปรากฏกับ กกต. ซึ่งอาจจะมีคนมาร้องไป และ 2. อาจจะมีการมาร้องเรียน ซึ่งเราสามารถเอามารวมกันได้.