เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาประท้วงฝ่ายไทย โดยอ้างว่าไทยเข้ายึดครองและปฏิบัติการทางทหารในหลายพื้นที่ของกัมพูชานั้น ศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วมไทย-กัมพูชา โดยความมั่นคงได้ชี้แจงไปแล้วในเบื้องต้น อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศขอยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 อย่างเคร่งครัด สำหรับการคงกำลังทหารของทั้ง 2 ฝ่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันภายหลังการหยุดยิง ถือเป็นการปฏิบัติตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม และถือเป็นมาตรการลดความตึงเครียดที่ได้ตกลงร่วมกัน ไม่ได้ตีความเป็นการยึดครองดินแดน ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลของฝ่ายกัมพูชาที่ว่าไทยผนวกดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบ และขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากเป็นการบ่อนทำลายบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาโดยสันติ อีกทั้งขอยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงภายในพื้นที่ของฝ่ายไทยหลังการหยุดยิงและเป็นไปตามข้อ 6 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ที่กำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่ายละเว้นจากการดำเนินการยั่วยุใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารหรือรุกล้ำเขตแดน หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย
นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยยังยึดมั่นในกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมกับฝ่ายกัมพูชา โดยมีกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องเขตแดนไม่ควรอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ตึงเครียด ควรอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินมาตรการลดความเครียดต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
“ฝ่ายไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาทวิภาคีมาตลอด และพร้อมกับขับเคลื่อนกลไกคณะกรรมการเขตแดนร่วมโดยเร็ว ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการภายใน ซึ่งต้องรอจนกว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไป โดยจะเสนอวันจัดประชุมเจบีซีครั้งต่อไป พร้อมร่างระเบียบวาระการประชุมให้ฝ่ายกัมพูชาทราบ ฝ่ายไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นและความจริงใจในการหาทางออก การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย เพื่อสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ” นายนิกรเดช กล่าว



