งานวิจัยระดับโลกระบุว่าการลงทุนในเด็กเล็กในช่วงวัย 0-5 ปี เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด เพราะช่วงนี้คือช่วงวัยแห่งโอกาสที่สมองและร่างกายเติบโตอย่างรวดเร็ว จะเป็นตัวกำหนดศักยภาพการเรียนรู้ อารมณ์ และสุขภาพไปตลอดชีวิต ประเทศจะได้ผลิตผลของประชากรคุณภาพ แต่ในทางกลับกัน หากเด็กวัยนี้พลาดโอกาสจะเสียโอกาสไปทั้งชีวิต ไม่สามารถชดเชยได้ในช่วงวัยต่อจากนี้  

ศาสตราจารย์เจมส์ เจ.เฮกแมน ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เจ้าของรางวัลโนเบลเศรษฐศาตร์ ปี2000 ผู้มีผลงานวิจัยด้านเศรษ ฐศาสตร์การศึกษาและทุนมนุษย์ วิเคราะห์ว่าการลงทุนดูแลและพัฒนาเด็กเล็กให้ดี โดยเฉพาะเด็กที่ขาดโอกาส จะให้ผลคุ้มค่ามากที่สุดในระยะยาว เพราะช่วยให้เด็กเรียนดีขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น และมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมถึง 13% ต่อปีต่อคน

สถานการณ์เด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลงอย่างน่าใจหาย จากข้อมูลของ ThaiHealth watch 2026 ระบุตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567  โดยในปี 2567 จำนวนเด็กเกิดใหม่เหลือเพียง 462,000 คน ต่ำสุดในรอบหลายศตวรรษขณะที่ผู้เสียงชีวิตยังสูงต่อเนื่องกว่า 571,000 คน บวกลบออกมาแล้ว มีผู้เสียชีวิตมากกว่าคนเกิด 109,000 คน

จากการประมาณการณ์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)คาดการณ์ว่า ในปี 2583 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า สัดส่วนของผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20 ล้านคน  ขณะที่จำนวนประชากรวัยเด็ก (0-14 ปี)จะลดลงจาก 11.2 ล้านคน เหลือเพียง 8.4 ล้านคน และประชากรวัยแรงงาน  (15-59ปี) จะหดตัวจาก 43.2 ล้านคน เหลือ 36.5 ล้านคนส่งผลให้โครงสร้างผู้สูงอายุพลิกผันมีสัดส่วน ที่เท่ากับว่าคนทำงานทุก 100 คนจะต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 56 คน ปัญหาเหล่านี้จะเป็นภาระที่หนักอึ้งต่อคนรุ่นใหม่และอาจฉุดรั้งให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง

ทางรอดของประเทศไทยในวิกฤติประชากรเกิดใหม่ลดน้อย คือการเพิ่มคุณภาพของเด็กเกิดใหม่….

              โภชนาการที่เพียงพอและเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ทั้งด้านร่างกายสมอง และอารมณ์ หากเด็กได้รับอาหารครบถ้วนและมีประโยชน์ เด็กจะมีร่างกายแข็งแรง สมองพร้อมเรียนรู้ มีสมาธิ และพัฒนาได้ดีตามวัย แต่หากเด็กขาดสารอาหารหรือกินไม่สมดุล จะส่งผลกระทบทั้งด้านร่างกาย การเรียนรู้

              แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะโภชนาการซ้อน(Double/Triple Burden of Malnutrition) คือมีทั้งเด็กที่ขาดสารอาหารและเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนอยู่พร้อมกันซึ่งล้วนแต่ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ของเด็กทั้งสิ้น โดยเฉพาะปัญหา “เด็กเตี้ย” ที่พบสูงถึงร้อยละ 15.53 ในภาคเหนือ และร้อยละ 14.14 ในภาคอีสานตอนล่างจากการเข้าถึงโปรตีนไม่เพียงพอ แม้แต่ในพื้นที่ปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ ก็พบปัญหานี้ถึงร้อยละ 13.88 ซึ่งสะท้อนถึงการเลี้ยงดูในสังคมเมืองที่พึ่งพาอาหารสำเร็จรูปและน้ำหวาน การขาดสารอาหารโดยเฉพาะในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต หากขาดสารอาหารในช่วงนี้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อการเรียนรู้ ความสามารถในการทำงาน และสุขภาพจิตเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ การขาดสารอาหารจำพวกโปรตีน พลังงาน ธาตุเหล็กและไอโอดีน ยังมีหลักฐานว่าทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองต่ำกว่าเพื่อน อย่างถาวร

              นอกจากนี้ เทคโนโลยียังส่งผลกระทบสำคัญต่อด้านพัฒนาการทางการเรียนรู้ เด็กที่ใช้หน้าจอวันละหลายชั่วโมงมีแนวโน้มมีปัญหาประมวลผลการมองเห็นและการได้ยิน ความการทำงาน และทักษะการอ่านเขียน ซึ่งล้วนเป็นทักษะพื้นฐานของการเรียนรู้ในวัยอนุบาลและวัยเรียนตอนต้น ตอกย้ำว่าการใช้สื่อดิจิทัลที่มากเกินไปไม่เพียงทำให้สมาธิสั้นลง แต่ยังบั่นทอนความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาว ที่น่ากังวลคือ ปรากฏการณ์ออทิสติกเทียม (Virtual Autism)’ ซึ่งแพทย์และนักวิชาการจำนวนมากเริ่มพบในเด็กเล็กที่ถูกเลี้ยงดูด้วยหน้าจอตั้งแต่อายุน้อย

อย่างไรก็ตามในวัยเด็กเล็กสมองเด็กกำลังสร้างรากฐานด้านภาษา อารมณ์ และการควบคุมตนเอง หากเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับดูคลิป เล่นเกม เด็กจะพลาดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และเพื่อน ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาทักกษะภาษาและสังคม เช่นการสบตา การผลัดกันพูด การเล่าเรื่อง  หรือการเล่นสมมุติ การขาดประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เด็กบางคนมีพัฒนาการด้านการสื่อสารล่าช้ากว่าปกติ ซึ่งเด็กที่พ่อแม่ปล่อยให้อยู่กับจอมากๆมักขาดปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่น ส่งผลเสียต่อปัญหาทางอารมณ์มากขึ้น

ขณะที่ข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยูนิเซฟ ประเทศไทย  (United Nations Children’s Fund: UNICEF Thailand) (2562) ระบุว่า เด็กไทยราว 1 ใน 5 หรือร้อยละ 22 กำลังเผชิญความยากจนในหลายมิติ โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและการศึกษา เด็กกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในชนบท ซึ่งมีสัดส่วนหลายมิติสูงถึงร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับเด็กในเขตเมืองที่มีอยู่ร้อยละ 19 ดัชนี ดัชนีดังกล่าวไม่ได้มองเฉพาะรายได้ของครัวเรือน แต่ครอบคลุมถึง 4 มิติ ที่กระทบต่อเด็กโดยตรงได้แก่ สุขภาพ การศึกษา มาตรฐานและค่าครองชีพ