เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงทำงานในรัฐบาลว่า การที่มาเป็น รมว.คลัง เป็นรองนายกรัฐมนตรี มีโอกาสติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ไปเจอชาวบ้านพื้นที่ต่างๆ ทำให้เข้าใจในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น คนไทยมีความแตกต่างกันมาก ในเชิงของรายได้ คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เราบอกเศรษฐกิจไทยโตเท่าไหร่จะ ร้อยละ 2-3 แต่คนบางคนรายได้ติดลบ คนบางคนยังอยู่บนความทุกข์ยากลำบาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไปเจอธุรกิจไทย ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมไทย (เอสเอ็มอี) พ่อค้า แม่ค้า มีความลำบากในเรื่องรายจ่ายไม่พอกับรายได้ และไปเจอนักลงทุนขนาดใหญ่ เขาอยากไปที่อื่นมากกว่า บอกว่าคนไทยขาดในเรื่องทักษะ ไม่เก่ง พอเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เข้าไปลงทุนมา
นายเอกนิติ กล่าวถึงการดำเนินนโยบายช่วยเอสเอ็มอี เพราะมีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน อยากให้ลดดอกเบี้ย แต่รู้ว่าไปขอกู้แบงก์ กู้ไม่ได้อยู่ดี ด้วยความที่เคยเป็นประธานแบงก์เก่า ทำงานกับสมาคมธนาคารไทย จึงออกแบบนโยบายที่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ มีโครงการ “เอสเอ็มอี เครดิตบูสต์” จะไปช่วยค้ำประกันให้ แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีมากขึ้น และปล่อยในธุรกิจที่จะช่วยให้เขาลดต้นทุน แล้วไปขายของต่างประเทศได้ ทำให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจขนาดใหญ่ หรือมีโครงการพี่ช่วยน้อง และภาครัฐให้โครงการแต้มต่อกับเอสเอ็มอีเหล่านี้ เพื่อให้เขาเพิ่มโอกาสในการขายของ เพราะฉะนั้นวันนี้ถึงบอกว่าค่อนข้างพร้อมทีเดียวที่เราจะสามารถที่จะเอาความรู้ ความเป็นมืออาชีพ ทางการเงิน การคลัง เอามาช่วยให้เขาดีขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวถึงที่มาของการคิดนโยบาย “Quick Big Win” ด้วยว่า จากประสบการณ์เป็นหัวหน้าหน่วยราชการ ไม่รู้ว่าจะอยู่นานเท่าไหร่ ต้องมีโครงการที่ชัด ที่เร็ว แล้วเกิดประโยชน์จริงๆ จึงออกแบบนโยบายเศรษฐกิจว่า Quick คือต้องให้เสร็จภายใน 4 เดือน Big คือให้มันใหญ่ พอที่โครงการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูเศรษฐกิจเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ มันจะต้องมีความใหญ่ พอที่ช่วยคนไทยได้ และ Win คือต้องกระจายตัวให้คนไทยได้รับประโยชน์จากนโยบายของเราให้ได้มากที่สุด.



