ในวาระวันเด็กแห่งชาติที่เพิ่งจะผ่านไป ประเด็นหนึ่งที่ควรตระหนักและถกเถียงอย่างจริงจัง คือการปกป้องเด็กไทยจากภัยร้ายของบุหรี่ไฟฟ้าที่แฝงซ่อนอยู่ในสังคมปัจจุบัน ปัจจุบัน อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะบังคับใช้นโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ปี 2557 ก็ตาม

สถานการณ์ในปี 2566 พบว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของเยาวชนไทยโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า เยาวชนอายุ 15-19 ปี มีอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปี 2565 เป็น 5.3% ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวล เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น แม้จะมีข้อห้ามทางกฎหมายก็ตาม

ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26  ยังระบุว่า การห้ามอย่างเด็ดขาดแต่ไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถระงับการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของตลาดมืดและกลุ่มเยาวชนกลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้จำหน่ายที่ผิดกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากกรมควบคุมโรคที่พบว่า เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอายุที่น้อยลง บางกรณีพบในกลุ่มเด็กต่ำกว่า 13 ปีด้วยซ้ำ

แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะถือเป็นสินค้าผิดกฎหมายตามเอกสารราชการ แต่พบว่าบนช่องทางออนไลน์ยังมีการซื้อขายโดยขาดมาตรการควบคุม เช่น ไม่มีการตรวจสอบอายุผู้ซื้อ ไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ หรือข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ใช้โดยเฉพาะเยาวชน สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมควบคุมโรคในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าการจับกุมผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และเด็กที่ถูกตรวจพบว่ามีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2566 มีการรายงานเด็กนักเรียนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 20,000 รายทั่วประเทศ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวอาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากมีการใช้ที่ไม่ได้รับการรายงานจำนวนมาก

รายงานจากสภาผู้แทนราษฎรโดยเสียงส่วนใหญ่ของกรรมาธิการที่มีผู้แทนทั้งจากพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยเสนอให้รัฐพิจารณาทบทวนนโยบายแบน และนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบกฎหมาย เพื่อให้สามารถ กำหนดเงื่อนไขการจำกัดอายุผู้ซื้อ เช่น ให้จำหน่ายได้เฉพาะผู้มีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป โดยต้องมีระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวด ควบคุมการโฆษณาและรสชาติสินค้า โดยห้ามโฆษณาในสื่อที่เยาวชนเข้าถึงได้ และห้ามใช้รสชาติที่จูงใจเด็ก เช่น รสผลไม้หรือขนมหวาน กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานและแจ้งส่วนประกอบที่ชัดเจน ดำเนินคดีต่อผู้ขายที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขายให้กับผู้เยาว์

จากสถานการณ์ดังกล่าว การออกกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด มิได้มีเจตนาเพื่อสนับสนุนการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงและมุ่งแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและคำนึงถึงความปลอดภัยของเยาวชน ในขณะที่ตลาดมืดยังเฟื่องฟูและรัฐไม่สามารถดำเนินมาตรการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงแนวทางการดำเนินนโยบายในอนาคต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเยาวชนและการจัดการความเสี่ยงของสินค้าผิดกฎหมายในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสถิติชี้ชัดว่าเด็กและเยาวชนไทยกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดผิดกฎหมายและมีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางสุขภาพจิตและร่างกายในระยะยาว เช่น ภาวะติดสารนิโคตินหรือเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ

นับเป็นโจทย์สำคัญที่พรรคการเมืองทุกพรรคควรพิจารณามาตรการที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น เพื่อปกป้องเยาวชนจากสินค้าผิดกฎหมายที่ไร้การกำกับดูแล และลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของชาติ โดยควรปรับแนวทางให้สอดคล้องกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก 91 ประเทศที่นำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบควบคุมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกันและกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การคงนโยบายแบนต่อไปโดยไม่มีแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริต คอรัปชั่น การเรียกรับส่วย และเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเทาในตลาดมืด ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น การทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความโปร่งใสและความปลอดภัยให้แก่เยาวชนและสังคมไทยโดยรวม