ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญศัตรูที่อันตรายยิ่งกว่าวิกฤติการค้า นั่นคือ “สแกมเมอร์–ทุนเทา–นอมินี” เครือข่ายอาชญากรรมที่ไม่ได้แค่ดูดเงินประชาชน แต่กำลังบ่อนทำลายโครงสร้างตลาด เสถียรภาพระบบการเงิน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเงียบ ๆ จนกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่แทรกซึมตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปถึงกลไกรัฐ

เสียงเตือน!! ล่าสุดจากภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  สะท้อนตัวเลขน่าตกใจว่า ปี 68 เพียงปีเดียว ไทยสูญเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์กว่า 25,000 ล้านบาท ขณะที่ความเสียหายจากทุนเทาและนอมินี กำลังทำให้ธุรกิจถูกกฎหมาย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีไทย ค่อย ๆ ถูกเบียดออกจากระบบ เศรษฐกิจที่ควรขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันเสรี กำลังถูกแทนที่ด้วยทุนผิดกฎหมายที่พร้อมตัดราคา ฟอกเงิน และซื้ออิทธิพลทางการเมือง

โจทย์ที่รัฐบาลใหม่ต้องตอบจึงไม่ใช่แค่ “จับให้ได้เป็นคดี ๆ” แต่จะต้องกล้าผ่าตัดโครงสร้างคอร์รัปชัน และทุนเงาที่กำลังยึดรัฐอยู่หรือไม่ ภายในเวลา 6 เดือนแรกที่ประเทศไม่อาจเสียโอกาสได้อีกต่อไป

ทุนเทาทุบไทยสูญเงิน 2.5 หมื่น

“พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกกร. ระบุว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption:  กกร. และเพื่อนไม่ทน  ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” โดยเชิญผู้แทนจากพรรคการเมืองต่างๆ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เข้าร่วม เพื่อสื่อสารวิสัยทัศน์ และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อพรรคการเมืองและสาธารณชน ในการเร่งรัดให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และทุนผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

สามแสนสองหมืนสามพันเคสเยียวยาเหยื่อได้แค่ 1%

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ได้สู้กันด้วยนวัตกรรม แต่สู้กับอาชญากรไซเบอร์และทุนเทา ในปี 68 ไทยเสียหายไปแล้วกว่า 25,000 ล้านบาท จากคดีหลอกลวงออนไลน์กว่า 323,000 คดี แต่เยียวยาเหยื่อได้เพียง 1% ปัญหานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนถูกหลอก แต่คือการที่ “ทุนเทา” เข้ามาฟอกเงินผ่าน “นอมินี” เพื่อทำธุรกิจในไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาต้องล้มตาย เพราะสู้ต้นทุนและอิทธิพลผิดกฎหมายไม่ได้ หากไม่หยุดปัญหาทุนเทา และนอมินี เครือข่ายเหล่านี้จะ “ยึดรัฐ” ผ่านการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักการเมือง จนโครงสร้างประเทศเราพังทลาย

 “ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้น เราจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ภาคเอกชนมองว่าปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี ไม่ใช่แค่เรื่องของอาชญากรรมไซเบอร์ แต่มันคือ ‘มะเร็งร้ายคอร์รัปชัน’ ที่กำลังกัดกินรากฐานเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของประเทศ”

3 ภัยร้ายขายชาติทุบแข่งขัน

 นอกจากนี้ ยังเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ที่บิดเบือนกลไกตลาดและทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทยอย่างรุนแรงใน 3 มิติ ได้แก่

1.การบิดเบือนกลไกตลาดและทำลาย SME ไทย โดยทุนเทามีเป้าหมายอยู่ที่ฟอกเงิน จึงใช้ธุรกิจบังหน้าเพื่อแปรสภาพเงินผิดดกฎหมาย ไม่ได้มุ่งเน้นกำไรจากการทำธุรกิจจริง ยอมขาดทุนในระยะยาว เพื่อตัดราคาผู้ปะกอบการไทย ทำให้ SME ที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย แข่งขันไม่ได้ เป็นการทำลายโครงสร้างการค้าที่เป็นธรรมอย่างโหดเหี้ยม

2.ภัยนอมินี คือ การขายชาติเชิงเศรษฐกิจ เพราะมีการใช้คนไทยบังหน้าเพื่อยึดครองธุรกิจสงวนของคนไทย เช่น ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก เป็นการแย่งอาชีพคนไทยและดูดเม็ดเงินออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านระบบภาษี นำมาซึ่งวิกฤติความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล ลดทอนความเชื่อมั่นสากล จนเกิดการย้ายฐานออกนอกไทย

 3.วิกฤติศรัทธาต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ความเสียหายจากสแกมเมอร์กว่า 25,000 ล้านบาทต่อปี เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความหวาดระแวงต่อระบบธนาคารและการทำธุรกรรมออนไลน์ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐทุ่มงบประมาณสร้างมหาศาลเป็นอัมพาต และไร้ความหมาย ทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตพังทลายลง เพราะธุรกรรมข้ามพรมแดนขาดความปลอดภัย

โจทย์ด่วนรัฐบาลใหม่ต้องรื้อโครงสร้าง

 ดังนั้น คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน จึงใช้เวทีนี้เป็นกระบอกเสียงส่งต่อไปยังพรรคการเมืองทุกพรรค ให้เร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะคือโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการปราบปรามเป็นรายคดี แต่ต้องเป็นการ ‘ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง’ เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

 “นโยบายปราบโกงต้องดำเนินการได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความกล้าหาญในการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นบุคคลภายในพรรคตนเอง พร้อมทั้งต้องเร่งปฏิรูปหน่วยงานที่มีปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึก เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยุติวงจรการเรียกรับผลประโยชน์และการซื้อขายตำแหน่งอย่างยั่งยืน”

6 เดือนแรกต้องสังคายนากฎหมาย

นายพจน์ กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการทันทีภายใน 6 เดือนแรก ได้แก่ สังคายนากฎหมาย โดยเร่งทบทวนการตีความคำว่า “คนต่างด้าว” ภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ.2542 ที่ต้องพิจารณาถึงอำนาจการควบคุมและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) ไม่ใช่พิจารณาเพียงสัดสวนการถือหุ้นไม่เกิน 49% เพื่อปิดช่องว่างนอมินี นอกจากนี้ ยังต้องปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหยุดวงจรการซื้อขายตำแหน่ง และส่วยแรงงานต่างด้าว หรือบ่อนการพนัน

 ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการเชิงรุก คือ ปลูกฝังและรณรงค์ภาคเอกขนต้องร่วมกันไม่จ่ายใต้โต๊ะ เข้าร่วมเป็นเครือข่ายป้องกันคอร์รัปชัน ใช้เทคโนโลยีจับโกงหรือมอนิเตอร์โครงการภาครัฐอย่างใกล้ชิด มีระบบรองเรียน “ฟ้องโกงทันใจ” เพื่อสร้างช่องทางคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก ส่วนภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูล 25 ชุดตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ตรวจสอบได้