เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 2) ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง โดยมีนายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม

นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล สก.เขตห้วยขวาง เสนอญัตติให้ กทม. เร่งทบทวนงบประมาณบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำ โดยระบุว่าปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้เครื่องกรองน้ำรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบไส้กรอง ซึ่งมีราคาสูงและต้องเปลี่ยนตามรอบ แต่หลักเกณฑ์งบประมาณปี 2569 กลับยังยึดตัวเลขเดิมคือ 900 บาท/เครื่อง/ปี ซึ่งเป็นอัตราสำหรับสารกรองรุ่นเก่า ซึ่งงบ 900 บาท ไม่สามารถซื้อไส้กรองคุณภาพมาตรฐานได้เพียงพอต่อปี และยังเป็นภาระโรงเรียน ทำให้ครูต้องขอความช่วยเหลือจากภาคเอกชนหรือเครือข่ายผู้ปกครอง ทั้งนี้ หากงบไม่มา สารกรองไม่เปลี่ยน ผลกระทบจะตกอยู่ที่สุขภาพของเด็กนักเรียนที่ต้องดื่มน้ำจากไส้กรองที่หมดอายุ

นายประพฤทธ์ กล่าวต่อไปว่า งบประมาณที่ได้รับไม่สอดคล้องกับราคาตลาด ในขณะที่ราคาค่าวัสดุต่างๆ ขึ้นสูงไปมากกว่างบประมาณที่ กทม. ตั้งให้ การยื่นญัตติครั้งนี้ก็เพื่อให้ฝ่ายบริหารได้ทบทวนพิจารณาเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ให้มากกว่า 900 บาท เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับโรงเรียนที่ต้องใช้วิธีทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาหรือขอสนับสนุนจากผู้ปกครอง เราจะปล่อยให้คุณภาพชีวิตของเด็ก กทม. ฝากไว้กับการขอรับบริจาค หรือการถัวเฉลี่ยงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ยแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวชี้แจงในที่ประชุมพร้อมยอมรับว่าตัวเลขงบประมาณ 900 บาทนั้นใช้ต่อเนื่องมาหลายปีจริง และที่ผ่านมาโรงเรียนต้องใช้วิธีบริหารจัดการกันเองแบบถัวเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเตรียมดำเนินการหารือด่วนสำนักการศึกษาและสำนักงบประมาณ เพื่อคำนวณราคากลางไส้กรองใหม่ให้สอดคล้องกับราคาตลาดปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแม้งบประมาณจะน้อย แต่ยืนยันว่าสำนักอนามัย สำนักงานเขต ร่วมกับโรงเรียนมีการตรวจคุณภาพน้ำทุกเทอม (ปีละ 2 ครั้ง) เพื่อความปลอดภัยในเบื้องต้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมสภา กทม. มีมติเห็นชอบกับญัตติดังกล่าว เพื่อส่งต่อให้ฝ่ายบริหารเร่งปรับปรุงงบประมาณและการบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำทั่วกรุง ให้ได้มาตรฐานเดียวกับน้ำดื่มบรรจุขวด เพื่อสุขอนามัยที่ดีของอนาคตชาติ.



