ในยุคที่มือขวาถือช้อน มือซ้ายไถฟีดโซเชียลมีเดียไม่หยุดหย่อน หรือตาจ้องจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นจอมือถือ หรือจอโทรทัศน์ คุณเคยถามตัวเองไหมว่า “มื้อนี้รสชาติเป็นอย่างไร?” หรือ “เรากินเข้าไปเยอะแค่ไหนแล้ว?”… หากคำตอบคือความว่างเปล่า คุณอาจกำลังตกหลุมพรางพฤติกรรมยอดฮิต ที่ทำให้น้ำหนักพุ่งโดยไม่รู้ตัว

เวทีเสวนาสุขภาพแห่งปี “2025 Sohu Health Broadcaster Conference” ณ กรุงปักกิ่ง ได้หยิบยกประเด็นที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่ส่งผลมหาศาลนี้ขึ้นมาพูดคุย ในหัวข้อ #MindfulnessForTheHeart โดยได้รับเกียรติจาก 2 กูรูชั้นนำ พญ. หม่า เหลียงคุน (Ma Liangkun) และ อาจารย์หลี่ รุ่ยเผิง (Li Ruipeng) มาร่วมไขปริศนาความสัมพันธ์ระหว่าง “หน้าจอ” กับ “รอบเอว”

พญ. หม่า เหลียงคุน ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชชื่อดัง ชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในมื้ออาหารที่แสนวุ่นวาย

“การกินข้าวโดยขาดความจดจ่อ หรือการกินไปเล่นมือถือไป ดูทีวีไปด้วย ทำให้เราสูญเสียประสาทสัมผัสในการรับรส เมื่อสมาธิไปอยู่ที่หน้าจอ สมองจะไม่รับรู้ว่า เรากินอะไรเข้าไปบ้าง และที่น่ากลัวกว่านั้น คือเราจะไม่รู้ตัวเลยว่า เรากินเข้าไปมากเท่าไหร่แล้ว”

นี่คือภาวะที่เรียกว่า “Mindless Eating” หรือการกินอย่างไร้สติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนได้รับแคลอรีเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว

ด้านอาจารย์หลี่ รุ่ยเผิง (Li Ruipeng) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดทางปัญญาโดยอาศัยสติ (MBCT) จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แนะนำว่าให้ “กินอย่างมีสติ” (Mindful Eating)

“เทรนด์การลดน้ำหนักในปัจจุบัน มักกดดันให้เรากินน้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้สติเข้าช่วยในการกิน กลับให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งกว่า” อาจารย์หลี่กล่าว

หลักการนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เมื่อเราเลิกจ้องหน้าจอ และจดจ่ออยู่กับรสสัมผัส กลิ่น และรสชาติของอาหารตรงหน้าอย่างแท้จริง เราจะรู้สึก “พึงพอใจ” ได้เร็วขึ้น และอิ่มได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องฝืน

การลดน้ำหนักอาจไม่ได้เริ่มที่การเปลี่ยนเมนูอาหารบนโต๊ะ แต่เริ่มที่การเปลี่ยน “จุดโฟกัส” ของคุณ

วางมือถือลง เลิกจ้องหน้าจอสัก 15 นาที ให้เวลาตัวเองได้ดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารตรงหน้า แล้วคุณจะพบว่า ไม่เพียงแต่อาหารจะอร่อยขึ้น แต่รูปร่างของคุณก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

วิธีฝึก “กินอย่างมีสติ”

  1. วางโทรศัพท์ ปิดทีวี ตัดสิ่งรบกวน
  2. สูดกลิ่นหอมของอาหารก่อนตักเข้าปาก
  3. เคี้ยวช้าๆ รับรู้รสสัมผัส รสชาติที่เปลี่ยนไปขณะเคี้ยว
  4. ถามระดับความอิ่มของตัวเองเรื่อยๆ ระหว่างมื้ออาหาร

ที่มา : เรียบเรียงจาก Sohu Health