สำนักข่าวต่างประะเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ว่าณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ( เอฟโอเอ็มซี ) ของธนาคารกลางสหรัฐ ( เฟด ) มีมติเสียงข้างมาก 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมครั้งแรกของปีนี้ โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ใน “จังหวะที่มั่นคง” และตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เฟดมองว่า ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงลดลงยาก และผลกระทบจากกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งเฟดเลือกที่จะรอดูสถานการณ์เพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจก้าวต่อไป
.@FederalReserve Chair Jerome Powell: "Today the Federal Open Market Committee decided to leave our policy interest rate unchanged." #FOMC pic.twitter.com/Eq6UDGq8HN
— CSPAN (@cspan) January 28, 2026
ขณะที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ยืนยันว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะไม่มีทางยอมสูญเสียความเป็นอิสระ และให้ “คำแนะนำ” ถึงผู้ที่จะมารับตำแหน่งต่อในเดือนพ.ค. นี้ ว่า “อย่าดึงตัวเองเข้าไปพัวพันกับการเมือง”
ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งประธานเฟดสองสมัยติดต่อกันของพาวเวลล์ จะสิ้นสุดในเดือนพ.ค. นี้ ท่ามกลางการจับตาของหลายฝ่าย ว่าอาจนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ” เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจเสนอชื่อประธานเฟดให้วุฒิสภาพิจารณา คือผู้นำสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันคือทรัมป์
ตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับพาวเวลล์ตึงเครียดถึงขีดสุด จากการที่ทรัมป์ยังคงพยายามปลด นางลิซา คุก หนึ่งในผู้ว่าการเฟด และมีการตั้งกรรมการสอบสวนพาวเวลล์และเฟด เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งพาวเวลล์กล่าวว่า คดีความที่เกิดขึ้นถือเป็น “คดีสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ 113 ปีของเฟด” เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่า นโยบายการเงินจะตกไปอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองหรือไม่.
เครดิตภาพ : AFP



