เมื่อวันที่ 29 ม.ค. เว็บไซต์มหาเถรสมาคม ได้เผยแพร่มติมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 1/2569 เรื่อง นโยบายการพัฒนากิจการพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) มีพระลิขิต ลงวันที่ 4 ม.ค. 2569 แจ้งว่า ตามที่กรรมการ มส.ชุดใหม่ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2568 ถึงวันที่ 4 ธ.ค. 2570 สมควรที่จะมีการกำหนดแนวนโยบายเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ได้พิจารณาเห็นชอบรายละเอียดแนวนโยบายการพัฒนากิจการพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2569 ดังนี้
1.การธำรงรักษาและเชิดชูหลักการพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อหลักการอันเป็นแก่นแท้ โดยยึดหลักปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เป็นสำคัญ มุ่งเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย ทั้งนี้ คณะสงฆ์ต้องให้ความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม การปฏิบัติธรรม และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นภารกิจหลัก
2.การควบคุมและลดกิจกรรมที่เบี่ยงเบนจากหลักพระพุทธศาสนา กำหนดมาตรการควบคุมและลดการจัดสร้างหรือส่งเสริมเครื่องรางของขลังที่ไม่ใช่แนวทางการเจริญอนุสสติ วิธีทางไสยศาสตร์ และวัตถุหรือกิจกรรมนอกหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงการนำสิ่งที่ขัดต่อพระธรรมวินัย ตลอดจนรูปเคารพหรือพิธีกรรมที่ไม่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนาเข้ามาในเขตพุทธศาสนสถาน ทั้งนี้ ให้มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และห้ามการดำเนินการใดๆ ที่เป็นไปในลักษณะนอกรีตหรือบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนา
3.การกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งพระสังฆาธิการและตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ จากการให้ความสำคัญกับงบประมาณด้านถาวรวัตถุ เป็นการพิจารณาจาก 1.ความเคร่งครัดและการดำรงตนเป็นแบบอย่างด้านพระธรรมวินัย 2.สัมฤทธิผลด้านการจัดการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสัมฤทธิผลในการบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎและมติมหาเถรสมาคม 3.สัมฤทธิผลในการจัดการศาสนสมบัติและสาธารณูปการให้เรียบร้อย และสอดคล้องหลักธรรมาภิบาล
4.การเสริมสร้างระบบตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบาย ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามามีบทบาทสนับสนุนระบบการตรวจสอบประวัติในการเสนอแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ และร่วมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายของ มส. ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
5.การบังคับใช้พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และเป็นธรรม ดำเนินการกำกับดูแลด้านพระธรรมวินัยอย่างเข้มงวด โดยอาศัยกฎ มส. ที่มีอยู่เดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมร่วมกับกลไก คพช. ในกรณีอธิกรณ์หรือข้อกล่าวหาทางวินัย ให้ดำเนินการโดยยึดหลักความยุติธรรม ความโปร่งใส ความเสมอภาค และความรวดเร็ว โดยไม่ให้มีการช่วยเหลือหรือแทรกแซง
6.การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรคณะสงฆ์ให้กระชับและมีประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ให้มีความคล่องตัว โดยลดจำนวนตำแหน่งที่ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็น จำกัดการแบ่งเขตการปกครองให้สอดคล้องกับจำนวนพระภิกษุสามเณรและโครงสร้างการปกครองของบ้านเมือง กำหนดการมอบหมายงานเจ้าคณะผู้ปกครองให้มีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน โดยจัดกลุ่มภารกิจหลักเป็นด้านการปกครองและฐานข้อมูล ด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ การส่งเสริมการปฏิบัติธรรม และงานพระธรรมทูต ด้านสาธารณูปการและการศาสนสมบัติ พร้อมกำหนด ตัวชี้วัดสัมฤทธิผลให้ชัดเจน
7.การจัดตั้งกลไกกลั่นกรองก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ มส. จัดให้มีกลไกการตรวจสอบและพิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ มส. ตลอดจนการขอพระราชทานพระราชดำริ และการขอประทานพระบัญชา สมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะการแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆ ให้มีการกำหนดตำแหน่ง หน้าที่ และคุณสมบัติ อย่างชัดเจน
8.การปรับปรุงระบบนิตยภัต ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิตยภัตให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับ ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
9.การปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างองค์กรของ พศ. ให้สามารถสนองและรองรับการดำเนินนโยบายของ มส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
10.การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการคณะสงฆ์ด้วยดิจิทัล จัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับพระภิกษุสามเณร วัด สถานที่ที่มีพระภิกษุ สามเณรพำนัก และการบริหารงานของคณะสงฆ์ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งนี้ ให้พัฒนาระบบดิจิทัลรองรับการบริหารภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ของคณะสงฆ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความถูกต้องในการบริหารจัดการ
11.การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ให้มีความทันสมัย โดยยึดมั่นในพระธรรมวินัย และจารีตคณะสงฆ์ไทยควบคู่กับการประยุกต์องค์ความรู้สหสาขาวิชา การบูรณาการศาสตร์สมัยใหม่ และการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาศักยภาพพระภิกษุสามเณรให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจและดำรงบทบาททางสังคมได้อย่าง เหมาะสมในบริบทปัจจุบันและอนาคต
12.การจัดทำแผนพัฒนาคณะสงฆ์ระยะยาว จัดทำแผนพัฒนาคณะสงฆ์ในระยะยาวให้มีเป้าหมายชัดเจนและต่อเนื่อง มีการวางแผน และยุทธศาสตร์ของคณะสงฆ์ กำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงนโยบาย การบริหาร และการขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทความท้าทายของสังคมไทยและสังคมโลก
โดย มส. เห็นชอบให้น้อมรับพระสังฆราโชบายเพื่อกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2569 เป็นนโยบายมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2569 สนองพระสังฆราโชบาย ข้อ 6 โดยจัดให้ภารกิจคณะสงฆ์ 6 ด้าน ประมวลเป็น 4 กลุ่มภารกิจหลัก ดังนี้ 1.กลุ่มภารกิจด้านการปกครองและฐานข้อมูล 2.กลุ่มภารกิจด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์ 3.กลุ่มภารกิจด้านการเผยแผ่ การส่งเสริมการปฏิบัติธรรม และงานพระธรรมทูต 4.กลุ่มภารกิจด้านสาธารณูปการและศาสนสมบัติ ทั้งนี้ งานด้านสาธารณสงเคราะห์ เป็นภารกิจที่คณะสงฆ์ทุกภาคส่วน ดำเนินการเพื่อเกื้อกูลชุมชนอย่างต่อเนื่องและตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้า พร้อมทั้งมอบหมายให้ พศ. ดำเนินการสนองและเสนอพระสังฆราโชบายทั้ง 12 ข้อ ซึ่ง มส. น้อมรับมาเป็นนโยบายมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2569 แล้ว ให้ คพช. ทราบ พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน ใน คพช. หรือใน พศ. เพื่อรองรับ ภารกิจตามนโยบายข้างต้น



