จากกรณีข่าวเศร้าของ “นุ่น รมิดา” ที่ต้องสูญเสียลูกในครรภ์จากภาวะ “มดลูกแตก” สร้างความตกใจและกลายเป็นคำถามที่หลายๆคนต่างสงสัยว่า ภาวะนี้คืออะไร? ทำไมถึงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต? และเราจะป้องกันได้อย่างไร?

ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) คืออะไร?

ภาวะมดลูกแตก คือการที่ผนังมดลูกฉีกขาดอย่างสมบูรณ์ ทำให้ทารกหรือเลือดในมดลูกหลุดเข้าไปในช่องท้องของแม่ ถือเป็น “ภาวะฉุกเฉินระดับวิกฤติ” เพราะมดลูกของแม่ใกล้คลอดจะมีเลือดไหลเวียนสูงถึง 500 มิลลิลิตรต่อนาที หากแตกจะทำให้ตกเลือดในช่องท้องอย่างรุนแรง แม่เสี่ยงภาวะช็อก ส่วนทารกจะขาดออกซิเจนทันที ซึ่งอาจนำไปสู่ความพิการทางสมองหรือเสียชีวิตได้

ใครบ้างที่เสี่ยง?

ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 คือ “แผลเป็นที่มดลูก” โดยเฉพาะคุณแม่ที่เคยผ่าตัดคลอด (Cesarean Section) มาก่อน
-กลุ่มเสี่ยงสูง ผู้ที่เคยผ่าตัดคลอดแบบแผลแนวตั้ง (Classical Incision), เคยมีประวัติมดลูกแตก หรือเคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
-กลุ่ม VBAC (คลอดธรรมชาติหลังเคยผ่าคลอด) การพยายามคลอดเองหลังเคยผ่าคลอดมีความเสี่ยงมดลูกแตกประมาณ 0.2%-1.5%
-ปัจจัยอื่นๆ มดลูกขยายตัวมากเกินไป (ลูกตัวใหญ่มาก, แฝด), การใช้ยาเร่งคลอดเกินขนาด หรือระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์น้อยกว่า 18 เดือน

สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

ความน่ากลัวคือ อาการคลาสสิกอย่าง “ปวดท้องรุนแรงเหมือนมีดบาด” หรือ “เลือดออกทางช่องคลอด” มักไม่ปรากฏในผู้ป่วยส่วนใหญ่
สัญญาณที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ
-ภาวะทารกเครียด (Fetal Distress) หัวใจทารกเต้นช้าลง (Bradycardia) ต่ำกว่า 90 ครั้งต่อนาที
-หากคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลงผิดปกติ หรือมีการปวดท้องที่ผิดไปจากอาการเจ็บท้องเตือนทั่วไป ต้องรีบพบแพทย์ทันที

วิธีรักษาและทางรอด

เมื่อเกิดภาวะมดลูกแตก “เวลา” คือหัวใจสำคัญที่สุด
-การผ่าตัดฉุกเฉิน ต้องนำทารกออกมาให้เร็วที่สุด (เป้าหมายคือภายใน 17 นาทีหลังพบสัญญาณอันตราย)
-การดูแลแม่ แพทย์ต้องควบคุมการตกเลือด ซึ่งอาจรุนแรงจนต้องรับเลือดปริมาณมาก หรือในบางกรณีอาจต้องตัดสินใจ “ตัดมดลูก” เพื่อรักษาชีวิตแม่ไว้

คำแนะนำสำหรับคุณแม่
-เลือกสถานพยาบาลที่พร้อม หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือต้องการทำ VBAC ต้องคลอดในโรงพยาบาลที่มีทีมผ่าตัด วิสัญญีแพทย์ และธนาคารเลือดพร้อม 24 ชั่วโมง
-ปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด แจ้งประวัติการผ่าตัดมดลูกทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการคลอดที่ปลอดภัยที่สุด
-เฝ้าระวังตลอดการเจ็บครรภ์ ต้องมีการติดตามอัตราการเต้นหัวใจทารกอย่างต่อเนื่อง (Continuous Fetal Monitoring)

แม้ภาวะมดลูกแตกจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วผลลัพธ์มักจะรุนแรง การมีความรู้และการเลือกคลอดในสถานที่ที่มีความพร้อม จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคุณแม่และลูกน้อย…

ขอบคุณข้อมูลจาก samitivejhospitals, paolohospital, mayoclinic, american family physician