วันที่ 30 ม.ค. น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกรณีที่ไทยถูกสหรัฐจับตาเป็นพิเศษ เฝ้าระวังการถูกเข้าเป็นรายชื่อบิดเบือนค่าเงินนั้น ยืนยันว่าไทยยังไม่ได้เป็นประเทศถูกบิดเบือนค่าเงิน และยังไม่มีประเทศไหนที่เป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน เป็นเพียงถูกจับตาเป็นพิเศษ หรือมอนิเตอริ่ง ลิสต์ จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ที่อยู่ที่ 3.8% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นช่วงรอยการประเมินเดือน ก.ค. 67-มิ.ย. 68 และยังเป็น 1 ใน 3 ของเงื่อนไขเกณฑ์การพิจารณาของสหรัฐ โดยไทยเข้าเงื่อนไข 2 ข้อ คือเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการเกินดุลการค้า
สำหรับการถูกจับตาเป็นพิเศษในครั้งนี้ สหรัฐประกาศรายชื่อ 10 ประเทศรวมถึงไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับทางการสหรัฐมาโดยตลอดและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในเรื่องดังกล่าวไทยเคยเกิดขึ้นมาก่อน และไทยต้องดูแลความผันผวนของค่าเงินด้วยไม่ให้แข็งค่าเกินไป และไม่ให้อ่อนค่าเกินไป ดูแลทั้งสองด้านให้มีช่องยืดหยุ่นดูแลได้ โดยมั่นใจจากรายงานของสหรัฐที่ออกมารอบนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดแต่อย่างใด และไทยไม่น่าจะติดรายชื่อประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน
“ไทยไม่น่าจะติดได้ง่ายๆ ที่เป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน ซึ่งประเทศทั่วโลกที่สหรัฐกังวล จะดูความผันผวนว่ามีความยืดหยุ่น และ ธปท. บริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ โดยสหรัฐจะรายงานปีละ 2 ครั้ง ครั้งต่อไปจะประเมินภาพเดือน ม.ค.-ธ.ค. 68 และจะประกาศออกมากลางปี ซึ่งในแง่การเป็นคู่ค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์ ใกล้ 3% ต่อจีดีพี ต้องดูจีดีพีที่จะออกมาด้วย ส่วนในแง่มาตรการภาษีสหรัฐ มีการพูดคุยกัน ทำงานร่วมกัน ไม่น่าจะถูกกระทบอะไร”
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงนี้เกิดจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน และราคาทองสูง โดยค่าเงินบาทแข็งค่านำสกุลอื่นในภูมิภาค ขณะที่ภาพรวมกิจกรรมเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวจากการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยต้องติดตามผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท, สภาพคล่องของธุรกิจที่ยังตึงตัว, ความสามารถในการปรับตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว



