เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่อุทยานนกน้ำคูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสตอบรับในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ขณะนี้หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงตามความนิยมของผลสำรวจ ส่วนตัวมีความมั่นใจทั้งหมด แต่ก็รู้ว่ามีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกซ้อนอยู่ จึงอยากขอความกรุณาคนในพื้นที่ภาคใต้ ว่าเที่ยวนี้จะเป็นการสร้างพรรคการเมืองที่ยึดแนวทางการเมืองสุจริตและเข้มแข็ง เพื่อให้เข้าไปทำงานในสภา
เมื่อถามถึงการไล่ทุนเทา ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ปล่อยคลิปวิดีโออีกในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง จะมีไม้เด็ดในด้านใดออกมาอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนได้สัมผัสถึงอันตรายและความสูญเสียที่เกิดขึ้น จากการรู้จักญาติพี่น้องที่ถูกหลอกลวงไป และเห็นภาพชัดแล้วว่าการเมืองที่มีทุนเทาครอบงำ มีแต่การทุจริตคอร์รัปชัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ทำให้ประเทศไม่ได้ไปไหน จึงเป็นการกระตุ้นให้เห็นว่าได้เชื่อมโยงมาถึงเรื่องการเลือกตั้งแล้ว และทุกคนต้องสู้กับสิ่งเหล่านี้ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เรายื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการเคลื่อนไหวธุรกรรมทางการเงิน และถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้าไปทำงาน อยากให้ประชาชนมั่นใจว่าใครมีอำนาจขัดขวางปราบปรามเรื่องนี้ จะต้องถูกโยกย้ายออก แล้วจะต้องเสริมในเรื่องอำนาจทางกฎหมาย นำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อตรวจจับสิ่งเหล่านี้ให้ได้
เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยใน จ.สุราษฎร์ธานี ที่อาจเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง และเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหญ่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เบาะแส จึงเข้าไปตรวจสอบ ส่วนตัวอยากให้ กกต. ดำเนินการอย่างจริงจัง ตรวจสอบไปตามข้อเท็จจริง และขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา หากทำให้เห็นได้ใน 1-2 วันข้างหน้า จะช่วยได้อย่างมากในการปรามไม่ให้การกระทำแบบนี้เกิดขึ้นอีกในพื้นที่อื่น
ผู้สื่อข่าวถามถึงการประเมินในช่วงสถานการณ์โค้งสุดท้าย จะมีการซื้อสิทธิขายเสียงรุนแรงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่าก็รุนแรง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ มีคนพูดอยู่ว่าอาจจะเป็นการเลือกตั้งที่เป็นการใช้เงินมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลายคนก็รู้ว่าเห็นอาการตั้งแต่ก่อนยุบสภา ซึ่งมีการพูดถึงตัวเลขของ สส. ที่มีการเปลี่ยนแปลงย้ายพรรค เมื่อถามถึงกรณีที่มีการระบุว่าจะมีการซื้อเสียงมากถึง 5 ใบเทา นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนจะกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามชาวบ้าน
สำหรับการหารือกับภาคเอกชนใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2568 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความลำบากมาก เพราะหลังจากเหตุการณ์ยุบสภา การช่วยเหลือต่าง ๆ หยุดชะงักลง ซึ่งตนพยายามเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหลายครั้ง ซึ่งไม่มีการติดใจในการนำเงินกองกลางมาสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือ แต่รัฐบาลกับ กกต. ไม่สามารถผลักดันกลับมาได้ การอยากได้เงินกู้มาช่วยธุรกิจตอนนี้แทบจะสายเกินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การเร่งจัดสรรงบประมาณเข้ามาฟื้นฟูเยียวยาและการจัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยวหรือการเสริมการค้า ก็จำเป็นจะต้องเร่งทำ ควบคู่กับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน ป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ไม่นับการยกระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ การเตือนภัย การอพยพให้เป็นระบบอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนครั้งที่ผ่านมา



