เมื่อวันที่ 4 ก.พ. จากกรณีช้างป่า “สีดอหูพับ” เสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้ายจาก อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ที่ 8 (ขอนแก่น) ได้รายงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ตามที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ได้มีโครงการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า ชื่อ หูพับ จาก อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย โดยได้กำหนดดำเนินการในระหว่างวันที่ 3-4 ก.พ. 2569 ซึ่งในวันที่ 3 ก.พ. 2569 ในช่วงเวลา 10.00 น. ได้เปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เคลื่อนย้ายช้างป่าคืนถิ่น ณ วัดถ้ำกวาง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น และชี้แจงแนวทางการเคลื่อนย้ายช้างป่าตามแผนและขั้นตอนที่กำหนด
จากนั้นเวลา 15.00 น. ชุดปฏิบัติการเคลื่อนย้ายช้างป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เริ่มปฏิบัติการเข้าพื้นที่ในบริเวณจุดที่ช้างป่าพักอาศัย และได้ทำการยิงยาซึมเข็มแรกเวลา 19.00 น. และหลังจากนั้นได้ดำเนินการแผนงานที่กำหนด สามารถนำช้างป่าขึ้นรถเคลื่อนย้ายได้ในเวลา 22.00 น. และทำการเคลื่อนย้ายช้างป่าออกจากพื้นที่ในช่วงเวลา 22.50 น.
ในขณะเคลื่อนย้ายช้างป่า เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่า ช้างป่าเสียการทรงตัว จึงหยุดรถและเข้าตรวจสอบ พบว่าข้อเท้าหน้าพับลงทั้งสองข้าง ขาหลังซ้ายเริ่มเอียง ทรงตัวไม่ดี จึงได้ทำการแก้ไขในทันที ด้วยการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม ทั้งทางหลอดเลือดดำและทางกล้ามเนื้อ ซึ่งพบว่าช้างป่าพยายามลุกขึ้นมา ขาซ้ายหลังที่เอียงกลับมาปกติ แต่ขาด้านหน้าทั้งสองข้างยังคงพับอยู่เหมือนเดิม
สัตวแพทย์ได้ตรวจสอบการหายใจพบว่า ยังหายใจปกติดี เยื่อเมือกในปากเป็นสีชมพู แต่หลังจากนั้นไม่นาน พบว่าช้างป่ามีการหายใจผิดปกติ มีเสียงหายใจติดขัด แล้วเกิดอาการสำลักอาหาร โดยพบเป็นเศษอ้อยออกมาจำนวนหนึ่ง จึงได้ให้ยาฉุกเฉินประกอบด้วย ยาป้องกันการช็อก ยากระตุ้นการหายใจ ยากระตุ้นการเต้นของหัวใจ และยาแก้ฤทธิ์ยาซึมอีกครั้ง พร้อมทั้งทำการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน แต่ก็ไม่เป็นผล ช้างป่าจึงล้มอีกรอบ
ในเบื้องต้น ทีมสัตวแพทย์สันนิษฐานว่าเกิดจากการสำลักอาหาร ซึ่งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ได้มีแนวทางในการจัดการในกรณีดังกล่าว ดังนี้ 1. ผ่าชันสูตรซากช้างป่า ในวันที่ 4 ก.พ. 2569 เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิต 2. ลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจภูธรภูเวียง 3.หลังจากชันสูตรเรียบร้อย จะทำการทำลายซากโดยการฝังกลบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ต่อไป



