เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะจัดทำนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จากเอกสารที่พรรคฯ ยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าใช้งบประมาณสูงกว่า 520,000 ล้านบาทต่อปี ว่า ตนดีใจที่มีสื่อมวลชนและนักวิชาการสนใจและให้ความสำคัญกับการจัดทำนโยบายของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม มีความสับสนในความเห็นที่แสดงออกมาที่ควรจะได้รับการชี้แจง โดยเฉพาะในส่วนของความเห็นจากทีดีอาร์ไอ ดังนี้ 1.เราเสนองบประมาณรวม 4 ปี ขณะที่หลายพรรคเสนองบประมาณ 1 ปี นี่คือความลักลั่น ไม่ชัดเจนของ กกต. ที่กำหนดกติกาที่ไม่ตรงกันสำหรับแต่ละพรรคในการยื่นงบประมาณนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ยึดหลักความโปร่งใส จึงนำเสนอตัวเลขงบประมาณรวมตลอดอายุรัฐบาล 4 ปี เพื่อให้ประชาชนเห็นภาระผูกพันทางการเงินที่แท้จริง แต่พรรคการเมืองอื่นส่วนใหญ่กลับส่งตัวเลขงบประมาณแค่ 1 ปี และ กกต. ปล่อยให้มีการนำตัวเลขที่มีบรรทัดฐานต่างกันมาเปรียบเทียบกันจนเกิดความสับสน ซึ่งเราสอบถามและทำตามคำแนะนำของ กกต. ทุกขั้นตอน แต่เหมือนว่าคำตอบที่แต่พรรคได้รับกลับนำไปสู่รายงานที่ต่างกัน
นายกรณ์ระบุอีกว่า 2.รายงานงบประมาณรวมทั้งโครงการ ไม่ใช่แค่เงินที่ใช้เพิ่ม ความจริงใจในการนำเสนอนโยบายของเราคือการระบุงบประมาณรวมทั้งโครงการ ตัวอย่างเช่น เบี้ยผู้สูงอายุ เราเขียนตัวเลขส่ง กกต. ว่าใช้เงินรวม 4 ปี จำนวน 670,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้รวมงบเดิมที่มีอยู่แล้ว 400,000 ล้านบาทไว้ด้วย (ปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท) หมายความว่าจริงๆ แล้วเราใช้งบเพิ่มขึ้นเพียง 270,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่เราเลือกที่จะแสดงข้อมูลภาระทางการคลังไว้ทั้งหมด
3.ในทุกโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เราเสนอนโยบาย เราได้ระบุเงินงบประมาณที่ใช้ และที่มาของงบประมาณทั้งหมด ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นบางพรรคเสนอโครงการยักษ์ระดับเมกะโปรเจกต์ ทั้งรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ หรือแลนด์บริดจ์ แต่ในรายงานที่ส่ง กกต. กลับไม่ปรากฏตัวเลขงบประมาณแม้แต่บาทเดียว
นายกรณ์ ระบุว่า 4.สำหรับข้อสังเกตของทีดีอาร์ไอที่เสนอสู่สาธารณะนั้น มีประเด็นสำคัญที่น่าจะเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือเรื่องนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องลดค่าไฟฟ้าโดยไม่ใช้ภาษี ที่ทีดีอาร์ไอประเมินว่าต้องใช้เงิน 216,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนต่างราคาไฟ แต่ตนยืนยันว่าเราไม่ได้ใช้เงินงบประมาณไปอุดหนุนแบบนั้น แต่เราใช้วิธีปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน โดยเปิดเสรีให้ประชาชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างกันได้จริง และส่งเสริมการลงทุนโซลาร์ทั่วประเทศ ลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแก๊สซึ่งเป็นไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง จาก 60 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 40 เปอร์เซ็นต์, รับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมจาก สปป.ลาว ในราคาที่ตํ่ากว่าราคาซื้อจากโรงไฟฟ้าก๊าซในปัจจุบันอย่างมาก, เปิดโอกาสให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟฟ้าราคาถูก ปลอดค่าความพร้อมจ่าย จากโรงไฟฟ้าเอกชนที่หมดสัญญากับรัฐ, เจรจาแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อลดค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน, เพิ่มบทบาทของไทยในโครงการ ASEAN Power Grid โดยไทยจะเป็นคนกลางในการขายไฟฟ้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน สร้างรายได้เสริมจากค่าผ่านสายส่ง และสิ่งสำคัญที่สุด คือต้องให้เปิดเผยข้อมูลการซื้อไฟฟ้าของกฟผ.ต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ และเป็นการบังคับให้ต้องซื้อไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำสุดด้วย
“ผมขอตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่ทีดีอาร์ไอชมบางพรรคว่ายอมเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่าอย่างแลนด์บริดจ์ แต่ความจริงคือพรรคนั้นยังใช้หาเสียงในพื้นที่ แค่ไม่เขียนลงเอกสารส่ง กกต. เท่านั้น นี่คือหลุมพรางของการตรวจสอบที่มองเพียงเอกสารโดยไม่ดูข้อเท็จจริงในสนามปฏิบัติ ในฐานะผู้รับผิดชอบในการร่างนโยบาย ผมยืนยันว่าตัวเลขของประชาธิปัตย์คือ “ความจริงที่จับต้องได้” ไม่ใช่การอำพรางตัวเลขเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เพราะนั่นคืออนาคตของประเทศที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็น #การเมืองสุจริต” นายกรณ์ ระบุ



