สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่า ศูนย์บัญชาการกองทัพสหรัฐภาคพื้นยุโรป (อียูคอม) ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐและรัสเซียตกลงที่จะรื้อฟื้นการเจรจาระดับสูงระหว่างกองทัพต่อกองทัพของทั้งสองประเทศ โดยให้เหตุผลว่า การธำรงไว้ซึ่งการเจรจาระหว่างกองทัพเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและสันติภาพของโลก ซึ่งจะบรรลุผลได้ด้วยความแข็งแกร่งเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นหนทางในการเพิ่มความโปร่งใสและลดความตึงเครียดระหว่างกัน
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายในการรื้อฟื้นการเจรจาทางทหาร ซึ่งถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2564 มีขึ้นหลังเกิด “ความคืบหน้าที่มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์” ในการเจรจาสันติภาพครั้งใหม่ระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีสหรัฐเป็นคนกลาง
The U.S. and Russian Federation agreed to reestablish high level military-to-military dialogue. Read more here: https://t.co/bTcwtG77Zo@SEPeaceMissions @DeptofWar pic.twitter.com/NZ51GhsFEV
— U.S. European Command (@US_EUCOM) February 5, 2026
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “นิว สตาร์ต” (NEW START) ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีด้านนิวเคลียร์ ที่เป็นข้อจำกัดสุดท้ายสำหรับสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก คือรัสเซียและสหรัฐ หมดอายุเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยที่ทั้งสองฝ่าย “ยังไม่มีท่าทีจริงจัง” ว่าจะเจรจากันต่อ
ภายใต้เงื่อนไขเดิมของสนธิสัญญานิว สตาร์ต การครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ของทั้งสองประเทศถูกจำกัดไว้ที่ 1,550 หัวรบ แต่ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากหลายแห่งบ่งชี้ไปในทางเดียวกัน ว่าปัจจุบันรัสเซียมีหัวรบที่ติดตั้งพร้อมใช้งานไม่ต่ำกว่า 1,700 หัวรบ และสหรัฐมีประมาณ 1,670 หัวรบ จึงทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวล ว่าตัวเลขดังกล่าวจะพุ่งสูงยิ่งขึ้นไปอีก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



