สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ว่ากระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับมติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอชอาร์ซี ) เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ที่เรียกร้อง "การเจรจาและการประนีประนอม" ระหว่างคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายในเมียนมา บนเแนวทางอันสร้างสรรค์และเป็นไปอย่างสันติ โดยคำนึงถึงความปรารถนาและผลประโยชน์ของชาวเมียนมาเป็นสำคัญ "รวมถึงชาวโรฮีนจา" ด้วยนั้น เป็นมติ "ที่มาจากการได้รับข่าวสารคลาดเคลื่อน" และ "เป็นการกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียว"
#HRC47 | Resolution A/HRC/47/L.11 addressing the situation of human rights of #Rohingya Muslims and other minorities in #Myanmar was ADOPTED.
— UN Human Rights Council (@UN_HRC) July 12, 2021
▶ https://t.co/rwmuNq6P8c pic.twitter.com/QLtSQMZ37W
ขณะเดียวกัน เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุด้วยว่า "การใช้คำเกี่ยวกับโรฮีนจาในบริบททางการเมือง" เป็นเรื่องที่รัฐบาลเมียนมาไม่มีทางยอมรับอย่างเด็ดขาด เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าว "ไม่เคยได้รับการรับรอง" ในฐานะ "กลุ่มชาติพันธุ์แห่งเมียนมา"
ทั้งนี้ สถานการณ์ของชาวโรฮีนจาในเมียนมาทวีความเลวร้าย นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2560 เมื่อกองทัพเมียนมาภายใต้การนำของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ส่งทหารลงพื้นที่ในรัฐยะไข่ ที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศ “เพื่อปราบปรามกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่”
Most Rohingya refugees want nothing more than to go home. But statements like these from the Myanmar government show that possibility is still very far away – which is why education and livelihoods for Rohingya stuck in camps are so urgenthttps://t.co/wOENT0mv2t
— Asia Pacific Network of Refugees (@APNORefugees) July 14, 2021
On Wednesday, Aung Suu Kyi, de facto civilian leader of Myanmar, testified at the @CIJ_ICJ, contesting charges of genocide committed against the Rohingya minority pic.twitter.com/XtzzkLQlc3
— UN News (@UN_News_Centre) December 12, 2019
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเมียนมา ทำให้แกมเบียยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) เมื่อปี 2562 ในนามรัฐสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม ( โอไอซี ) และ “ในฐานะตัวแทนของชาวโรฮีนจา” ฟ้องรัฐบาลเมียนมา ที่ในเวลานั้นมีนางออง ซาน ซูจี เป็นผู้นำ ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉบับปี 2491
ด้านนางซูจียืนกรานว่า "ไม่เคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในรัฐยะไข่" แต่คณะตุลาการของไอซีเจ พิพากษาให้เมียนมาต้องดำเนินการที่จำเป็น และเหมาะสมในรัฐยะไข่ เพื่อป้องปรามไม่ให้ "เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีก".
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



