เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 ก.พ. 69 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อมูลหลังลงพื้นที่หาเสียง ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน กรณีสื่อโฆษณาออนไลน์ของพรรคการเมืองคู่แข่ง ที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ตลอดทั้งวัน จนสร้างความรำคาญ ว่า ตอนนี้ก็เริ่มมีบทวิเคราะห์จากนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ออกมาตั้งข้อสังเกต ในลักษณะที่ประชาชนมาถามว่า เขาไม่ได้ติดตามพรรคส้ม แต่ทำไมขึ้นทุกช่องทาง ในโทรศัพท์หรือโซเชียลของเขา โดยเรื่องนี้ มีรายงานจากการตรวจสอบพบ มีการซื้อสื่อโซเชียลมีเดียผ่านบริษัทเอเจนซี่ ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อยิงโฆษณาให้เปิดการมองเห็น เข้ามาในไทย ถือเป็นการใช้เม็ดเงินจำนวนมาก ถ้าเป็นจริง และมีลักษณะคล้ายการครอบงำทางเทคโนโลยี เพื่อดูดกลืนพื้นที่หาเสียงของพรรคอื่น จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าตรวจสอบเส้นทางการเงินและวิธีการดังกล่าวว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ และข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
นายเจษฎ์ กล่าวพาดพิงถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคกล้าธรรม ที่เคยฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทกว่า 700 คดี แต่พบว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงเพียง 200 ราย ส่วนอีก 500 ราย เป็น “อวตาร” หรือบัญชีปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อโจมตีทางการเมือง ว่า พรรครักชาติและพรรคอื่น ๆ ต่างตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีในลักษณะนี้จากพรรคที่อ้างว่ามีความนิยมสูงสุด
“ทีแรกเราไม่เข้าใจคุณธรรมนัส แต่ตอนนี้เนี่ย เราคุยกับหลายพรรคการเมืองเราเข้าใจละ พรรครักชาติก็โดน พรรคการเมืองอื่นก็โดน และที่โดนมากที่สุดคือโดนจากพรรคที่บอกว่าตัวเองใหญ่ที่สุด ตัวเองจะได้คะแนนมากที่สุด ตัวเองจะมาเป็นรัฐบาล ตัวเองทำได้ดีกว่าทุกคน อวตารทั้งหมดเหล่านี้เหรอครับ ทำได้ดีกว่าทุกคน หลอกลวงทั้งโลก แล้วก็ขี้โกงทุกคนนะครับ” นายเจษฎ์ กล่าว
นายเจษฎ์ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมโดยเชื่อมโยงเทคโนโลยีการสร้างอวตารกับธุรกิจสีเทาอย่างเว็บพนันออนไลน์ พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบความเชื่อมโยงดังกล่าว ระบุว่า เทคนิคที่ใช้กับอวตาร เป็นเทคนิคเดียวกันกับการใช้กับพนันออนไลน์ คนที่มีศักยภาพ มีความสามารถในการใช้อวตารมากที่สุด ก็ย่อมจะสามารถทำพนันออนไลน์ได้มากที่สุดเช่นกัน แล้วก็มีพรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่ง ท่านไปดูเถอะ คนที่เคยเป็นอดีต สส. เป็นผู้สมัครถูกตัดสิทธิเพราะอะไร เพราะทำพนันออนไลน์ มันคือเทคนิค เทคโนโลยีเดียวกัน อวตารกับพนันออนไลน์ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องไปเช็ก ไปตรวจสอบดูนะครับ ว่าคนที่ทำอวตารกับคนที่ทำพนันออนไลน์ มันคนเดียวกันหรือเปล่า ถ้าใช่ แบบนี้ต้องถูกตัดสิทธิกันหมดนะครับ” นายเจษฎ์ กล่าว
นายเจษฎ์ ตั้งคำถามถึงงบประมาณการหาเสียงผ่านป้ายโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ที่มีมูลค่ามหาศาล ว่าพรรคการเมืองใหญ่นำเงินทุนมาจากที่ใด และได้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ต้องเร่งตรวจสอบ พร้อมกล่าวเตือนไปยังกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่เคลื่อนไหวสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค โดยเฉพาะกรณีที่มีการรณรงค์ผ่านครูและนักเรียนในโรงเรียน ว่ารายได้จากการรับงานเหล่านี้จะต้องถูกตรวจสอบโดยกรมสรรพากร
“บรรดาอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้รับเงินไหม ทำฟรีเหรอ ไม่มีทาง แล้วพรรคการเมืองขอคนเหล่านี้ทำงานฟรีเหรอ ไม่ใช่ ผมขอเตือนบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลาย ตอนนี้อาจจะสนุก ตอนนี้อาจจะรู้สึกตื่นเต้นกับการเชียร์บรรดาพรรคทั้งหลาย แต่พอจบการเลือกตั้ง สรรพากรมาเคาะประตูตาม” นายเจษฎ์ กล่าว.



