เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง จัดปราศรัยใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพ กทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพ กทม. นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและผู้ช่วยหาเสียง นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ร่วมฟังการปราศรัยด้วย

ทั้งนี้ บรรยากาศเวทีปราศรัย มีการจัดซุ้มถ่ายภาพที่มีสแตนดี้ขนาดเท่าตัวจริงของนายอนุทิน นายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ และนางศุภจี ให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยได้ร่วมถ่ายภาพด้วย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีแฟนคลับพรรคภูมิใจไทยและกองเชียร์ของผู้สมัคร สส.กทม. แต่ละเขตมาให้กำลังใจคึกคัก

Screenshot

จากนั้นเวลา 17.25 น. นายเอกนัฏ ปราศรัยเปิดเวที ว่า ไม่ได้คิดว่านี่เป็นการเดิมพันเฉพาะพรรคการเมือง แต่เป็นการเดิมพันไม่ใช่พรรคไหนชนะมาเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เป็นการเดิมพันอนาคตของบ้านเมือง ลองถามใจตัวเองว่าเชื่อมั่นพรรคการเมือง เชื่อมั่นนโยบายของพรรคไหน และที่สำคัญที่สุดท่านเชื่อมั่นใครที่จะมาทำงานเป็นมืออาชีพ มาพลิกโฉมเศรษฐกิจ ฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ พวกเราพรรคภูมิใจไทยเชื่อว่าวิกฤตินี้เป็นรอยต่อ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ซึ่งการเดิมพัน ไม่ใช่เดิมพันว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะเลือกตั้งเข้ามาสู่อำนาจเท่านั้น แต่เป็นการเดิมพันของประเทศ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงได้คัดสรร สรรหาบุคคลที่เป็นมืออาชีพ เพราะบ้านเมืองต้องการมืออาชีพเข้ามาทำงาน วันนี้ทุกท่านอาสารับใช้พวกท่าน เราเปิดหน้า เปิดตัวประกาศล่วงหน้า ท่านสามารถเลือกแบบไม่ต้องลุ้น รู้เลยว่าถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย จะได้ใครมาทำงานให้กับท่าน ซึ่งเป็นคนที่ได้พิสูจน์ฝีมือการทำงานของตัวเองมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายเอกนัฏ ปราศรัยต่อว่า คนไทยทุกคนเท่าที่ตนรับฟังและสัมผัสได้ว่ามีความกังวลว่าประเทศไทยจะไม่มีจุดยืน เราจะอยู่ในมุมมืดไร้ตัวตน และในที่สุด ประเทศไทยจะสูญหายไปจากแผนที่โลก เราเข้าใจความกังวลนี้ แต่บุคคลท่านนี้ที่พรรคประกาศว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล จะตั้งนายสีหศักดิ์มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ เพราะสะสมประสบการณ์งานด้านต่างประเทศตลอดชีวิต และเป็นที่ยอมรับทางการทูตและต่างประเทศในเวทีโลกอย่างแท้จริง เพราะ 3 เดือนที่ผ่านมา เราเห็นการทำงานของบุคคลท่านนี้แล้ว จากเดิมที่ไทยหวาดกลัวว่าจะสูญเสียตัวตน ว่าจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไม่มีจุดยืน เสียเปรียบ ถูกเอาเปรียบ ถูกมหาอำนาจบีบคั้น แต่เขาทำให้เราไม่เสียเปรียบ แสดงจุดยืนชัดเจน ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ใช้ความรอบคอบ ใช้สติปัญญาในการทำงาน จนกระทั่งทำให้คนไทยทั้งประเทศเลิกหวาดกลัว เห็นหนทางชัดเจนว่าต่อไปไทยจะเป็นไทยในเวทีโลก ไทยเป็นประเทศที่ยืนหยัดและผงาดอย่างภาคภูมิในเอกราชของตน คือนายสีหศักดิ์.