พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยสามารถเอาชนะคู่แข่งทั้งสายก้าวหน้าและสายประชานิยม คือพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ไปอย่างขาดลอย ส่งผลให้นายอนุทิน อยู่บนเส้นทางที่จะกลายเป็นผู้นำไทยคนแรกในรอบสองทศวรรษ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่สอง
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้ดุลอำนาจทางการเมืองขยับไปทางฝั่งอนุรักษนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มความคาดหวังให้กับหลายฝ่ายว่า กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดคำถามด้วยว่า เสถียรภาพดังกล่าวจะยืนยาวเพียงใด
พรรคภูมิใจไทยสามารถทำคะแนนนำโด่งมาตั้งแต่ช่วงต้นของการนับคะแนน ซึ่งหักปากกาเซียนและผลโพลก่อนเลือกตั้งแทบทุกสำนัก ซึ่งเทคะแนนให้กับพรรคประชาชน
What Thailand’s Election Means for Stability Under Anutin – https://t.co/2HmpBPs6NY. pic.twitter.com/WymAIjXYHV
— Modern Diplomacy (@MDiplomacyWORLD) February 9, 2026
พรรคภูมิใจไทยสามารถขยายอิทธิพลในพื้นที่ภาคใต้ และกวาดที่นั่งสำคัญในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรมาอย่างยาวนาน ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นสถิติแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย
แม้พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร แต่การมีเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นายอนุทินมีอำนาจต่อรองสูงมากในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล และอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งได้ถูกขจัดไปแล้ว เมื่อพรรคประชาชนประกาศว่า จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่ง และพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของภูมิใจไทยช่วยรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งอาจนำไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินที่มีเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหากนายอนุทินสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซา และรักษาสมดุลผลประโยชน์ระหว่างทุกขั้วทุกฝ่ายได้
นายอนุทินมีแนวโน้มจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองและกองทัพ ซึ่งถือเป็น “ตัวละครหลัก” ในการต่อสู้เพื่ออำนาจของไทยมาอย่างยาวนาน ความสอดประสานนี้ชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคจากโครงสร้างสถาบันต่าง ๆ จะมีน้อยกว่ารัฐบาลหลายชุดก่อนหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเกิดเสถียรภาพในระยะสั้นถึงระยะกลาง
การตัดสินใจยุบสภาท่ามกลางความตึงเครียดกับกัมพูชาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นายอนุทินใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงมานานหลายเดือน โดยเน้นการหาเสียงเรื่องอธิปไตยและความมั่นคงตามแนวชายแดน ผลักดันให้พรรคคู่แข่งกลายเป็น “กลุ่มคนที่รักชาติไม่พอ”
นอกจากนี้ แม้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกได้ไม่ถึง 100 วัน แต่นายอนุทินสร้างความเชื่อมั่น ด้วยการดึงนักเทคโนแครตมืออาชีพ และเป็นที่ยอมรับจากพรรคอื่นมาร่วมงาน ทำให้พรรคภูมิใจไทยนำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็น “ผู้บริหารเศรษฐกิจที่มีความสามารถ” ซึ่งตัดภาพกับพรรคประชาชนที่ยังไม่เคยผ่านการทำงานจริง และพรรคเพื่อไทยที่ถูกมองว่าล้มเหลวในการสร้างผลงาน
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเอื้อต่อ “เสถียรภาพ” ตามมาตรฐานการเมืองไทย โดยมอบอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรให้กับนายอนุทินอย่างเบ็ดเสร็จ และเปิดทางสู่การสร้างรัฐบาลผสมโดยไม่เกิดภาวะชะงักงันที่ยาวนาน
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพนี้มักขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากกลุ่มชนชั้นนำและการบริหารเศรษฐกิจที่ได้ผล มากกว่าการสร้างฉันทามติทางการเมืองที่กว้างขวางจากภาคประชาชน และชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ยังตอกย้ำรูปแบบเดิมของการเมืองไทย นั่นคือ “การใช้กระแสชาตินิยมและการประสานประโยชน์กับฝ่ายขั้วอำนาจเดิม” มักจะมีชัยเหนือ “กระแสการปฏิรูป” เสมอ
ท้ายที่สุด เสถียรภาพที่ยั่งยืนจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข สส. ในมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของนายอนุทิน ในการจัดการแรงกดดันทางเศรษฐกิจและแรงกระเพื่อมภายในพรรคร่วมรัฐบาลเองด้วย.
เครดิตภาพ : AFP



