นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร ประกอบกับกรมส่งเสริมการเกษตรมีภารกิจในการส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการไม่เผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อลดมลพิษทางอากาศหรือ PM 2.5 จึงเดินหน้าสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรพร้อมช่วยสนับสนุนให้เกิดแนวทางปรับเปลี่ยนการทำเกษตรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรได้สูงสุดร่วมกัน กรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงขับเคลื่อนและส่งเสริมการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เช่น การไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ การทำปุ๋ยหมัก–ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ฟางเลี้ยงสัตว์ การสร้างรายได้จากการจำหน่ายเศษวัสดุชีวมวล เป็นต้น ผลการดำเนินส่งเสริมการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ที่ผ่านมาทำให้สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว สร้างมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท ช่วยลดต้นทุนการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเกิดขึ้นปีละประมาณ 80 ล้านตัน ซึ่งสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเดินหน้าสนับสนุนการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนปัญหาการเผาให้เป็นโอกาสในการสร้างรายได้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร และยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศอย่างยั่งยืนการขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทการเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งเป้าการสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยจัดตั้ง “Green Gain Hub” จำนวน 30 จุด ในพื้นที่จังหวัดสำคัญทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับซื้อวัสดุชีวมวล ผู้แปรรูป ผู้ใช้ประโยชน์และผู้ผลิตพลังงาน พร้อมประเมินความเป็นไปได้ในการสร้างกลไกตลาดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สมดุลและเข้มแข็งในชุมชน รวมถึงวางแนวทางจัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้และแรงจูงใจไม่เผาเพื่อสร้างรายได้ “Green Gain Day” โดยถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนเทคโนโลยีทดแทนการเผา ในพื้นที่เกษตร 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งส่งเสริมชุมชนลดการเผาและสร้างรายได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร นำร่องชุมชนปลอดการเผาในพื้นที่เกษตรเสี่ยงสูง 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน
การควบคุมการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยลดการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ของเกษตรกรที่ยังคงเผาวัสดุทางการเกษตร ตามมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคการเกษตร จะต้องควบคุมอย่างเต็มที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่มักจะมีการเผาเพื่อกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรในปี 2569 คือระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569 จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนหยุดเผาในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทลงโทษให้เกษตรกรผู้เผาในพื้นที่เกษตรไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการเป็นเวลาประมาณ 2 ปี คือนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2571 ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรกระทำการเผาในพื้นที่การเกษตรเองหรือใช้ให้ผู้อื่นเผาในพื้นที่การเกษตรของตน รวมถึงพื้นที่การเกษตรที่เกษตรกรมีสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น หากเกิดการเผาในพื้นที่ก็จะได้รับโทษเช่นกัน ทั้งนี้ การตัดสิทธิเกษตรกรที่มีการเผาในพื้นที่การเกษตรไม่ให้ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการและกิจกรรมใดก็ตามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมถึงหน่วยงานในสังกัดที่จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกรทุกโครงการ ยกเว้นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร ขอย้ำเจตนารมณ์ว่า การแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรม การให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจต่อทุกภาคส่วน ซึ่งไม่ได้ต้องการจะผลักภาระให้ส่วนใดส่วนหนึ่งรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว จึงจะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน



