จากกรณีที่ “เดลินิวส์” ได้รับภาพและคลิปที่มีชายฉกรรจ์ประมาณ 30 คน พร้อมเครื่องจักร ไปรวมตัวกันและเร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านพักหรู อาคารร้านอาหารขนาดใหญ่ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ บริเวณโดยรอบบึงหรือลำห้วยสาธารณประโยชน์ (พรุมัด) หมู่ 3 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กันอย่างมีพิรุธ ว่าเร่งรีบในการรื้อถอนทำไม ซึ่งมูลค่าสิ่งที่รื้อถอนทั้งหมดประมาณ 10-20 ล้านบาท และจากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากกรณีที่ชาวบ้านจิตอาสาในพื้นที่รวมตัวกันร้องเรียนสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 8 ให้ตรวจสอบ ซึ่งนายทุนเกรงกลัวความผิดจึงว่าจ่างบริษัทรับเหมาเร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง อาคารฯ เพื่อปิดบังซ่อนเร้น ทำลายหลักฐาน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

พบพิรุธ! ป.ป.ช.ภาค 8 ยังไม่ทันลงตรวจสอบ นายทุนรุกป่าฯ จ้างคนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรูเกลี้ยง

คืบหน้าเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีข่าวเผยแพร่ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเพจเฟซบุ๊ก “ธรรมราช ส้มเขียวหวาน” พบว่าก่อนหน้านี้ก็มีการโพสต์แฉข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้มาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนและเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน และยังมีการโพสต์แฉเบื้องหน้าเบื้องหลังอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายทุน ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่นคนเดียวกัน เช่น การสร้างถนนคอนกรีตเข้าพื้นที่ตัวเองที่ได้มาจากการบุกรุกป่าสงวน การบุกรุกยึดครองสนามกีฬาหมู่บ้าน เป็นต้น

ในขณะที่ชาวบ้านได้ส่งภาพในพื้นที่ตอนที่ยังไม่มีการการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างมาให้สื่อมวลชน เพื่อเปรียบเทียบกับสภาพปัจจุบัน พบว่ามีการพัฒนาในพื้นที่โดยการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่ถนนคอนกรีต บ้านพักอาศัยสุดหรู ร้านอาหาร ศาลาที่พักกลางบึงพรุมัด ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง แต่ละหลังมีราคาสูงหลายล้านบาท และยังพบว่ามีการสร้างถนนคอนกรีตลึกขึ้นไปบนภูเขาอีกหลายกิโลเมตร

แกนนำชาวบ้านคนหนึ่ง ระบุว่า การบุกรุกยึดคลองพื้นที่สาธารณะเป็นของตัวเอง ไม่ใช่แค่เฉพาะบึงหรือพรุมัดเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่ป่าสงวนป่าช่องเขาอีกหลายแปลงๆ ใหญ่สุดเนื้อที่ประมาณ 300-400 ไร่ ปลูกทุเรียนเต็มพื้นที่ใกล้จะได้รับผลผลิตแล้ว เขาเริ่มบุกรุกถมที่ ก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2545 โดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง จนกลายเป็นอาณาจักร “บ้านช่องเขา” เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น และพวกพ้องมาจนถึงปัจจุบัน

“ชาวบ้านในพื้นที่ทราบกันเป็นอย่างดี แต่ไม่มีใครกล้าทักท้วง โวยวาย เพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ดีใจที่ ป.ป.ช. และสื่อมวลชนให้ความสำคัญนำเสนอข่าวและจะมีการตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ฟันธงได้เลยว่าเรื่องนี้อาจจะเทียบได้กับคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เลยทีเดียว เรียกว่า คดีเขากระโดง 2 ก็ว่าได้” แกนนำชาวบ้าน กล่าว.