แม้จะบอกให้รอโหวตนายกฯ เสร็จก่อน แต่การตั้งคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ก็เป็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าจะเก็บพรรคกล้าธรรมไว้หรือไม่ “นายกฯ หนู” มีภารกิจเดินทางไปจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่วัดยูงทอง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ที่ช่วยเหลือลูกศิษย์จากคนร้ายคลุ้มคลั่งจับตัวประกัน ซึ่ง “อ.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ไปงานเดียวกัน แต่ อ.แหม่มล่วงหน้าไปก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้คุยกับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือไม่ เสี่ยหนูตอบสั้นๆ ว่า “คุยแล้ว”
ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวว่า ยังไม่คุยกับนายอนุทิน มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะหารือรายละเอียดใดๆ เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความวุ่นวาย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ทั้งเรื่องบาร์โค้ดและปัญหาอื่นๆ ที่ยังต้องแก้ไข ซึ่งพรรคกล้าธรรมจะอยู่ในที่ตั้ง ไม่พูดคนละทิศให้ข้อมูลสับสน

“ที่ประชุมพรรควันที่ 19 ก.พ. เนื่องจากผมจะเดินทางไปต่างประเทศในคืนวันดังกล่าว จึงต้องการประชุมว่าที่ สส.ทั้งหมด เพื่อกำหนดแนวทางต่างๆ สมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นคนของผม และของ ‘เสี่ยต่อ’ เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จำเป็นต้องพูดคุย สร้างความเชื่อมั่นในช่วงที่ผมไม่อยู่ มีผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่สองจำนวนมาก ซึ่งไม่ว่าจะได้ลำดับใด ผมยืนยันว่าจะดูแลต่อไป และพรรคจะต้องเดินหน้าต่อ ผมจะเดินทางไปยุโรปหลายประเทศ เป็นการลาพักผ่อนที่วางแผนไว้นานแล้ว อาจอยู่จนถึงสิ้นเดือนก.พ.หรืออาจยาวกว่านั้น”
ที่ จ.สงขลา มีจังหวะที่ทั้งนายกฯ และ อ.แหม่ม ได้พูดคุยกัน ซึ่งนายกฯ ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า เป็นการพูดทำความเข้าใจถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ จึงต้องรอให้ทุกอย่างมีความชัดเจนและเรียบร้อยเสียก่อน อย่าไปทำอะไรข้ามขั้นตอน กฎหมายให้ กกต.รับรอง สส.ใน 60 วัน นี่เพิ่ง 9 วัน เมื่อเปิดสภา หลังเลือกนายกฯ จึงจะเป็นขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นลำดับสุดท้าย ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยดังกล่าวเป็นการอธิบายให้นางนฤมลเข้าใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ใช่”

“เลขานก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการคุยกับไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ว่า ไผ่โทรศัพท์มาคุยกับตนสั้นๆ ท้ายที่สุดก็บอกว่าอยากให้หัวหน้าพรรคพูดคุยกัน ต้องรอ ร.อ.ธรรมนัสคุยกับนายอนุทิน ที่นายไผ่ระบุว่าไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย นั่นคือที่เขาพูดกับตน แต่ขอให้รออย่างเป็นทางการดีกว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่พูดกันเป็นทางการถึงเรื่องตำแหน่ง ตราบใดยังไม่มีการรับรองผลเลือกตั้ง
“ครูตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าเขาจะได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการทาบทาม เราต้องรอผลการรับรอง สส.จาก กกต.ก่อน จากนั้นจึงจะมีการหารือภายในพรรคตามขั้นตอน เมื่อผู้สื่อข่าวแซวว่า ต่อไปก็เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้ให้ซ้อมเป็นประธานการประชุม ครม. ก่อน (นายโสภณเป็นประธานประชุมแทนนายกฯ ที่มีภารกิจเช้า) ครูตุ๋งกล่าวว่า ขี้กลากจะกินหัว

“รมต.เหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ยืนยันว่าตนและว่าที่ สส.ของพรรค สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่เป็นพรรคอันดับที่ 1 ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค พปชร. ยังไม่มีการพูดคุย
การเลือกตั้งครั้งนี้ ในภูมิใจไทยมีบ้านใหญ่จำนวนมาก ซึ่งการคาดการณ์โควตารัฐมนตรี คาดว่า จะอยู่ที่ 9-10 เก้าอี้ สส. ต่อตำแหน่ง 1 รัฐมนตรีว่าการ 5-6 เก้าอี้ สส. ต่อตำแหน่ง 1 รัฐมนตรีช่วย มีเก้าอี้ รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ รมว.การต่างประเทศ ล็อกให้ดรีมทีมสามคนไปแล้ว การแบ่งเก้าอี้ที่เหลือจึงคาดว่าจะพิจารณาให้แกนนำหรือตัวแทนกลุ่มบ้านใหญ่ ภูมิใจไทยกวาด สส. ยกจังหวัดได้ 17 จังหวัด บ้านใหญ่มีส่วนมาก
บ้านใหญ่ที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีแน่นอนคือบ้านชิดชอบ นายไชยชนก ชิดชอบ อาจจะไปอยู่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเหมือนเดิม ภาคใต้ คว้าเก้าอี้ สส.ได้ถึง 31 เก้าอี้ตามเป้าหมาย อาจต้องตกรางวัลเก้าอี้ให้บ้านใหญ่ และเพื่อทำพื้นที่ต่อเนื่อง ที่เป็นกำลังสำคัญคือ “รัชกิจประการ” บ้านใหญ่สตูล-พัทลุง “กิตติธรกุล” ของนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ และบ้านใหญ่ที่ย้ายเข้ามา คือบ้านใหญ่ “บุญญามณี” จากสงขลา

บ้านใหญ่ “ศิลปอาชา” จากสุพรรณบุรี เพราะยกมาทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา จึงเป็นที่จับตา “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ มีโอกาสได้เก้าอี้ใหญ่ เก็งได้ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยังลุ้นบ้านใหญ่อีสานใต้อีก ทั้ง “ไตรสรณกุล-อังคสกุลเกียรติ” จากศรีสะเกษ และ “มุ่งเจริญพร” จากสุรินทร์ ที่คาดว่าได้เก้าอี้แน่ๆ คือกลุ่ม “ซุ้มมังกรน้ำเค็ม” ของนายสุชาติ ชมกลิ่น เพราะคว้าเก้าอี้ สส.ภาคตะวันออกได้หลายเขต และกลุ่มของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มี สส.ในมือพอสมควร เช่น สส.กลุ่มชุมพร
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือบรรยากาศชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ชายแดนไม่น่าไว้วางใจ ทหารไทยยังคงตรึงกำลังและต้องเฝ้าระวังตลอดเวลาทุกแนวรบ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ทหารกัมพูชา ได้นำกำลังเข้ามาประชิดหน้าแนวหลายจุดและมีการยั่วยุอยู่ตลอด เกรงว่าทหารกัมพูชาจะยิงเช็กแนว และกัมพูชาอาจก่อเหตุตามแนวชายแดนเพื่อสร้างความวุ่นวายได้ตลอดเวลา ล่าสุดมีการเผาป่าประชิดชายแดนเพื่อก่อกวนทหารไทย
ทหารกัมพูชาตัดถนนดินแดงมาประชิดชายแดนฝั่งหน้าผาเขาสัตตะโสม ซึ่งใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ คล้ายเตรียมพร้อมสำหรับหากเกิดการปะทะรอบใหม่ 2 วันที่ผ่านมาทหารกัมพูชาเผาป่าประชิดชายแดนเพื่อหวังก่อกวนจากควันไฟ แต่ก็ยังไม่มีการยิงเช็กแนวในช่วงนี้ มีเพียงเสียงระเบิดในกองไฟที่ทหารกัมพูชาเผาป่า ทำให้ระเบิดที่วางไว้ปะทุดังไปตามแนวชายแดน สำหรับพื้นที่ด้านในกัมพูชา ยังมีการเผาป่าอย่างเนื่อง

“รัฐมนตรีอ้วน” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาหลายจุด ให้ดูว่าเกิดจากสาเหตุใด หากมีเรื่องใดที่จำเป็นกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมดำเนินการ ส่วนกรณีฮุน มาเนต นายกฯ เขมรไปอเมริกา “มีรายงานข่าวว่าเขาเดินทางไปร่วมประชุมสภาสันติภาพ (Peace Council) สำหรับรัฐบาลไทยไม่ได้เข้าร่วม เพราะจะกลายเป็นพันธกรณีผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดใหม่
ฮุน มาเนต คงไปเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ โดยทางไทยก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ หากมีการจงใจบิดเบือนข้อมูล เราต้องชี้แจง ปัจจุบันข้อเท็จจริงเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาได้รับการชี้แจงอย่างต่อเนื่อง ผมไปเวทีไหนก็ชี้แจงตลอด และหากกัมพูชาไปพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไทยพร้อมชี้แจงโต้ตอบ” รวมถึงการที่ฮุน มาเนต ประสานไปยังเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และเทคนิคเกี่ยวกับพรมแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศได้สอบถามไปยังฝรั่งเศสเช่นกันว่า เอกสารดังกล่าวคืออะไร ถือว่าเป็นสิทธิและอาจจะขอเอกสารชุดเดียวกันมาให้ทั้งสองฝ่าย กระทรวงการต่างประเทศติดตามเรื่องนี้อยู่ หากมีความคืบหน้าค่อยว่ากันอีกครั้ง
ปิดท้ายที่เรื่องนักร้อง ที่สำนักงาน กกต. นายศรีสุวรรณ จรรยา ประธานองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้ยุบพรรคประชาชน (ปชน.) จากกรณีที่ “แก้วตา” ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรค ปชน. ออกมาเปิดเผยว่า พรรคมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านบริษัท Spectre C จึงขอให้ตรวจสอบว่า พรรคเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวหรือไม่

“ในรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามพรรคการเมืองหรือผู้สมัครพรรคการเมืองเข้ามาถือหุ้นในกิจการสื่อหรือหนังสือพิมพ์ใดๆ ทั้งสิ้น จึงอาจเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 20 (พรรคการเมืองต้องไม่ดำเนินกิจการอันมีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน) ถ้ามีกระบวนการไอโอเข้าไปทำการใส่ร้ายป้ายสี หรือนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ก็อาจจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 73 อนุมาตรา 5 ซึ่งอาจจะนำไปสู่การที่ กกต. สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 92 ยื่นยุบพรรคการเมืองได้” นายศรีสุวรรณ กล่าว
นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า และขอให้ตรวจสอบเรื่องที่พรรคประชาชนทำแบบฟอร์มสมัครสมาชิกพรรค และทุกคนต้องกรอกข้อมูลลับเป็นเลเซอร์ไอดี (เลขหลังบัตรประชาชน) ซึ่งเป็นข้อมูลลับและข้อมูลส่วนตัว การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 ประกอบมาตรา 25 ที่ห้ามบุคคลใดนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และยังไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อีก
เรื่องนี้พรรคส้มยังต้องสู้พิสูจน์ตัว ท่ามกลางกระแสข้อสังเกตเรื่องพรรคใช้ไอโอทำงานการเมืองหรือไม่ ซึ่งเริ่มจะพูดกันหนาหู
“ทีมข่าวการเมือง”



