จากกรณีร้อนฉ่าบนโลกโซเชียล หลังมีเพจดังแฉภาพและข้อมูลอ้างว่า “ครูไพบูลย์ แสงเดือน” เจ้าของค่ายเพลงจ้วดจ้าด สตูดิโอ มีปากเสียงรุนแรงกับแฟนสาวคนล่าสุดจนถึงขั้นเลือดตกยางออก ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดช่วงเย็นที่ผ่านมา ครูไพบูลย์พร้อมด้วย “น้องเอิร์ธ” แฟนสาว ได้ออกมาไลฟ์สดผ่านช่องทาง TikTok และเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

โดย ครูไพบูลย์เผยว่า “ต้องขอเท้าความก่อนว่า มันมีประเด็นเป็นภาพก่อน เป็นภาพที่เราทะเลาะกันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงหลุดไปได้ พวกเราก็เพิ่งกลับมาจากสถานีตำรวจ เพิ่งไปถอนแจ้งความ ในภาษากฎหมายก็คือบันทึกประจำวัน ไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรง รอยแผลก็เกิดจากการจับและอุบัติเหตุ ส่วนรอยที่มือผมเป็นคนจับจริงตามคลิปเลยครับ ซึ่งตอนนี้น้องเข้าห้องไม่ได้เราก็ถามว่าทำไมจะเข้าไม่ได้ เราก็เลยเริ่มทะเลาะกันและมีปากเสียงกันธรรมดามันก็รุนแรงขึ้น แต่ไม่ได้มีการตีหรือทำร้าย
ส่วนที่มีหลายคนถามว่าขณะที่เกิดเหตุและมีผู้หญิงกับผู้ชายที่ยืนอยู่ทำไมไม่ช่วยหรือห้าม ก็เราไม่ได้ทำอะไรคือผมจับไว้อยู่แล้ว คือที่ผมเรียกมาคือผมจะให้มาจับไว้เพราะผมจะออกจากบ้าน เพราะผมไม่อยากทะเลาะกันต่อ คือในคลิปที่น้องกี้คือเขาอยากให้เราปล่อยเขาแต่เราไม่กล้าปล่อยไง ถ้าเกิดปล่อยก็กลัวจะรุนแรงขึ้น
วันนี้ก็ไปถอนแจ้งความแล้วก็มีการเสียเงิน 500 บาท โทษฐานที่ทำร้ายร่างกายเขา ซึ่งตำรวจบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ คือในข้อกฎหมายถือว่าเป็นการไม่ได้ทำร้ายรุนแรง แต่เป็นการกอดรัดฟัดเหวี่ยงสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ ก็ถอนแจ้งความไป

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ตอนนี้พวกเราก็กำลังคุยกันใหม่ เหมือนเราเลิกกันไปแล้วแหละ คือเราไม่ได้ทะเลาะกันตั้งแต่แรกเลย ประเด็นที่มันเป็นข่าวคือมันรุนแรงไปได้ยังไงไม่รู้ ผมก็ไม่รู้ข่าว แล้ววันที่เป็นข่าวผมกำลังจะไปงานคอนเสิร์ตที่อุดร แล้วอยู่ดีๆ เห็นเพจแชร์ เราก็ตกใจ สักพักนึงน้องก็โทรมามันเกิดขึ้นได้ยังไงหนูก็ไม่รู้ เขาบอกว่าเขาคุยกับเพื่อน เราก็บอกเขาว่าไม่ต้องไปโทษเพื่อน ก็ช่างมันเพราะมันเป็นเรื่องของเรา เขาอาจจะหวังดี ก็ขอบคุณเพื่อนน้องที่ช่วยน้อง คือมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ไม่แก้ตัวเพราะตอนนั้นเราก็ต่อสู้กันในโซเชียล ข่าวออกมาว่าผมทำร้ายน้องหนักมาก โอเคตอนเราทะเลาะกันอารมณ์รุนแรงอยู่แล้ว พอเราคุยกับน้องเขาก็บอกว่าเขาไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายอะไรเลย เราก็ถามว่าทำไมต้องไปแจ้ง เขาก็บอกว่าอยากคุยกันว่าจะเอายังไงว่าจะไปต่อยังไง ถ้าผ่านตำรวจหรือมีคนกลางมันอาจจะดีกว่า
คือเราก็ไม่ได้อยากมาหาแสงตรงนี้ ผมบอกทุกคนว่าผมไม่ได้อยากดังมากๆ ผมเจอแต่ดราม่าไม่ว่าจะถูกหรือผิดผมก็โดนมาตลอด ผมก็เลยรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ในสังคมออนไลน์ที่มันเป็นลบ อยากอยู่เบื้องหลังอยากทำงาน ก็เคยบอกน้องว่าอยากให้น้องเป็นอินฟลูฯ อยากให้น้องขายของ เขาก็บอกว่าเขาอายเขาไม่อยากอยู่ตรงนี้ แล้วส่วนตัวผมผมก็ไม่ได้มีอะไรที่จะแก้ตัว
ผมเห็นข่าวมันมีฟีดแบ็กว่าเชื่อครู แล้วน้องไม่ได้อยู่ในโซเชียลแบบผมก็กลัวเขารับแรงกระแทก ก็เลยรีบเรียกเขาให้มาคุยกัน เพราะถ้ามันมีฟีดแบ็กกลับไปคุณไปโจมตีเธอก็กลัวเขารับไม่ได้ ก็คุยกับเพื่อนๆ ซึ่งทุกคนมีหลักฐานของตัวเองว่าเราไม่ได้ผิด เพราะถ้าข่าวผมเยอะไปน้องก็จะโดนว่า ก็ฝากบอกแฟนๆ เอฟซีขอให้โอกาสน้องหรือผมก็ได้ที่เราจะไม่ต้องฟาดฟันหรือทำร้ายกันและกัน ผมเจอมาเยอะแล้วและไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ถ้าวันนึงผมไม่ได้เป็นแฟนน้องหรือเราไม่ได้อยู่ด้วยกันผมก็ไม่รู้ว่าชีวิตผมจะต้องระแวงหรือกลัวอะไรมากแค่ไหนกับการที่มีชีวิตคู่ ถามว่าอยู่กับเขาและซัพพอร์ตดีไหม เขาซัพพอร์ตดี ส่วนเรื่องการรุนแรงมันก็ไม่ได้เป็นทุกๆ วัน ที่ผมบอกว่าเป็นบ่อยเกือบ 10 ครั้ง ผมก็นับหมด เพราะผมตกลงกันว่าจะไม่ทะเลาะกันตั้งแต่แรกๆ เมื่อไหร่ที่ทะเลาะกันผมก็นับหนึ่ง เพื่อให้เราอย่าทำแบบนี้

ส่วนคนอื่นที่อาจจะมองว่าเป็นเพราะผม ผมก็น้อมรับผิดทุกอย่าง ผมก็ต้องขอโทษและน้อมรับทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการโต้ตอบ ตอนแรกผมก็ตกใจผมก็โต้ตอบออกไปก่อนที่เราจะคุยกัน พอหลังจากนั้นเราได้คุยกัน น้องก็กลัวเราไม่อยากทำร้ายกัน แต่ยืนยันว่าวันนั้นไม่ได้ทะเลาะกันแบบมีมือมีตีน คือผมจับอย่างเดียวและนั่งทับเขาไว้
ถามว่าดีกันไหมในเรื่องของความรู้สึกและปัญหาเรื่องคดีตอนนี้เราดีกันแล้ว แต่ถ้าถามเรื่องความสัมพันธ์เราก็เหมือนเริ่มต้นใหม่ ทุกครั้งคือการเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นใหม่ก็คือการสานสัมพันธ์ใหม่ เพราะคนมักบอกว่าแก้วที่มันแตกไปแล้วจะมาต่อกันมันก็มีรอยร้าว แต่ชีวิตคนมันไม่เหมือนแก้ว คือมันไม่มีเนื้อหนังอะไรที่เป็นแบบนี้ เราเลยไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าถ้าแก้วแตกไป มันจะเหมือนชีวิตเราไหม ผมว่ามันไม่ใช่หรอกครับ ชีวิตคู่มันคือลิ้นกับฟัน ถ้าอยู่ด้วยกันมันปรับความเข้าใจกันได้ บางทีมันก็ประกอบใหม่ได้เรื่อยๆ หรือถ้าหัวใจเราแตกสลายเราก็ประกอบใหม่
ผมเคยมีเมียมีแฟนมาแล้วสองคนมันก็เป็นเรื่องปกติ ในเมื่อเราลองใช้ชีวิตคู่ด้วยกันแล้วมันไม่ซักเซส มันไปด้วยกันไม่ได้เราก็อย่าทำร้ายกัน ก็เหมือนที่เราคุยกันว่าเราจะไม่ทำร้ายกัน เมื่อไหร่ที่ทำร้ายกันเราก็เลิกกันเถอะ เดี๋ยวมันจะรุนแรงไปมากกว่านี้ แต่ถ้าเราเลิกกันไม่ได้เราก็มาปรับกัน ปรับแบบไหนให้มันดีขึ้นเพราะทุกคนก็อยากมีความรักที่ดี ไม่ใช่แค่ผม ทุกคนก็อยากมีความรักที่ดี แต่มันไม่สามารถทำให้มันรู้ว่าจะสำเร็จได้เลย คือมันต้องใช้เวลามากๆ ครับ”
เอิร์ธ เผยว่า “เราก็ทะเลาะกันปกติหึงหวงกันนิดหน่อย คือเราเข้าไปในบ้านแล้วมีการล็อกบ้าน ก็เลยเกิดการทะเลาะกัน คือเราหากันไม่เจอ แล้วคือเราไม่มีช่องทางการติดต่อกัน เพราะเราจะไม่คุยกันเราจะคุยกันต่อหน้า ซึ่งการเข้าห้องไม่ได้เกิดจากคีย์การ์ดเพราะปกติมันใช้ได้แต่วันนั้นใช้ไม่ได้ เราก็เลยเดินเข้าไปถามเขาก่อนว่าทำไมเปลี่ยนรหัส ซึ่งเหตุการณ์ที่ทะเลาะกันก็มีการฉุดกระชากกันแต่ช่วงที่โดนเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปโดนช่วงไหนเพราะต่างคนก็ต่างดึงกัน

ส่วนเรื่องตาแดงคือตอนที่ยื้อยุดกันนั่นแหละค่ะแต่เราก็ไม่ทราบว่ามันโดนจังหวะไหนเหมือนกัน ก็คาดว่าน่าจะเป็นแขนของทั้งคู่กระแทก อาจจะเป็นช่วงตอนที่กล้ามแขนของคุณ (ครูไพบูลย์) มันฟาดที่ตาฉัน
สำหรับในเรื่องของคดีก็มีการคุยกันก่อนและปรับความเข้าใจกันก็ไปเคลียร์ให้เขาและถอนแจ้งความที่ลงบันทึกประจำวันไว้ (ครูไพบูลย์: แล้วก็ไปเสียตังค์ 500 บาทที่เราทำร้ายร่างกายเขา) ส่วนเรื่องหลุดไปได้ไงอันนี้ไม่รู้ วันนั้นก็มีการคุยแชตกับเพื่อนแต่ก็เข้าใจเขาอาจจะหวังดี
สำหรับเราสองคนไม่ได้ติดต่อกันด้วยเราไม่ได้คุยกันเราแค่ต่างคนต่างรู้สึก แต่พอเราได้คุยกันได้เคลียร์กัน เพราะมันเป็นแบบนี้นะเหตุมันเกิดแบบนี้เธอไม่ได้ตั้งใจฉันไม่ได้ตั้งใจก็โอเคก็จบกันด้วยดี”




