ช่วงนี้เป็นช่วงที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะช่วงหลังการเลือกตั้งของไทย (9-19 ก.พ.69) ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรงสุดในโลกปรับขึ้นมา 140 จุด และมีแรงหนุนจากฟันด์โฟลว์อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งหากย้อนกลับไปดูสถิติตลาดหุ้นไทย (SET Index) หลังการเลือกตั้งในแต่ละรัฐบาลแล้ว จะเห็นว่ามีปรากฏการณ์ “Election Rally” เกิดขึ้นตลอดเมื่อมีความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ

สรุปภาพรวมหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งย้อนหลัง 5 รัฐบาล (รวมครั้งล่าสุดในปี 2569) 

1. รัฐบาลปัจจุบัน (เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 – ภูมิใจไทยนำ)

• สถานการณ์: ตลาดตอบรับเชิงบวกอย่างรุนแรงเนื่องจากทราบผลคะแนนและแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็ว

• ผลตอบแทน: พุ่งขึ้นกว่า 6.4% ภายใน 4 วันทำการหลังเลือกตั้ง ทะลุ 1,480 จุด และใน 9 วันทำการทะลุ 1,493 จุด

2. รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน / แพทองธาร ชินวัตร (เลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566)

• สถานการณ์: ในช่วงแรกตลาดผันผวนและปรับตัวลดลงเนื่องจากความล่าช้าและสูญญากาศในการจัดตั้งรัฐบาล ที่กินเวลานานเกือบ 3 เดือน

• ผลตอบแทน: ตลาดเริ่มฟื้นตัวชัดเจนเมื่อมีการโหวตนายกฯ และความชัดเจนของพรรคร่วมรัฐบาล โดยขยับขึ้น 3-5% ในช่วงสั้นๆ หลังจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ

3. รัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (เลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562)

• สถานการณ์: ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นก่อนเลือกตั้ง และแกว่งตัวรอความชัดเจนของการรวมเสียงข้างมากหลังเลือกตั้ง

• ผลตอบแทน: หลังการเลือกตั้ง 1 เดือน SET Index ปรับตัวขึ้นประมาณ 2-3% เมื่อมีความชัดเจนว่าขั้วรัฐบาลเดิมยังคงรักษาอำนาจได้ต่อเนื่อง

4. รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (เลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554)

• สถานการณ์: เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ตลาดหุ้นให้การตอบรับแรงที่สุด เนื่องจากพรรคเพื่อไทยชนะแบบแลนด์สไลด์ (Landslide)

• ผลตอบแทน: SET Index ทะยานขึ้นถึง +9.86% ภายในเวลาเพียง 27 วันหลังเลือกตั้ง

5. รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550)

• สถานการณ์: ตลาดมีความผันผวนสูงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางการเมืองภายใน

• ผลตอบแทน: แม้หลังเลือกตั้งจะมีการปรับตัวขึ้นสั้นๆ ประมาณ 1-2% แต่ตลาดมักถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยการเมืองในประเทศในขณะนั้น

จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังหลายสิบปีของตลาดหุ้นไทย พบว่า 

1 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ +2.6%

1 เดือนหลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ +3-4%

โดยที่ความร้อนแรงของหุ้นไทยจะ “ทะยานไม่หยุด” ได้นานแค่ไหน มักขึ้นอยู่กับ ความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล และ เสถียรภาพของพรรคร่วม ซึ่งหากรัฐบาลจัดตั้งได้เร็วกระแส Fund Flow ก็มักจะไหลเข้าต่อเนื่องมากกว่าปีที่การเมืองยืดเยื้อ