เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้  กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เดินหน้าจัดประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาและปรับปรุงแผนเปลี่ยนผ่านองค์กร (OD Transition Plan) ระยะ 4 ปี (พ.ศ.2569-2572) เพื่อวางกรอบทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 และมติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในการเปลี่ยนผ่านจาก กศน. สู่ สกร. อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า  วัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการกำหนด Agenda เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสำหรับระยะ 5 ปี เพื่อเป็นเข็มทิศในการปรับโครงสร้างองค์กร พัฒนาระบบบริหารจัดการ และยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับประเด็นยุทธศาสตร์หลัก (Agenda) ที่กำหนดไว้ ประกอบด้วย การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ ให้มีความคล่องตัว ทันสมัย รองรับบทบาทใหม่ตามกฎหมาย การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ยกระดับสมรรถนะ วางเส้นทางความก้าวหน้า และปรับวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งสู่แนวคิด One Data One Platform One Service เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและการบริการ การสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพทางการเรียนรู้ เน้นการเรียนรู้เชิงสมรรถนะและการบูรณาการภาคีเครือข่ายในพื้นที่

และการพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร เสริมสร้างธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ อธิบดี สกร. ได้มอบหมายให้ประธานคณะที่ปรึกษาและคณะที่ปรึกษา ได้แก่ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ นายวิทยา ปะวะโข นางสาวกาญจนาภรณ์ มุขดารา และนางสาววัชรีวรรณ กันเดช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาเครือข่าย ทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์อย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามการจัดทำรายละเอียดแผนในแต่ละมิติ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

ผลที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ ทำให้เกิดกรอบแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรที่มีความชัดเจน ครอบคลุมทั้งมิติด้านโครงสร้าง บุคลากร เทคโนโลยี และคุณภาพการเรียนรู้ พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้เข้าร่วมจากส่วนกลาง กลุ่ม/ศูนย์ และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด รวม 40 คน อันจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน สกร. ยุคใหม่ ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองความต้องการการเรียนรู้ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป