จากคดีความขัดแย้งสะเทือนวงการกฎหมายระหว่าง “ทนายตั้ม” และ “เจ๊อ้อย” ปมเงิน 71 ล้านบาทลงทุนแอปลอตเตอรี่ จนนำไปสู่การที่ ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สินเพื่อขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ล่าสุดศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาสำคัญออกมาแล้ว โดยชี้ไปที่เรื่องของ “น้ำหนักพยานหลักฐาน” บนชั้นศาลที่ทำให้ฝ่ายผู้ร้องต้องพ่ายในนัดนี้ “เดลินิวส์” จะมาสรุปจบให้ใน 5 ข้อ ดังนี้

1.ศาลสั่งยกคำร้องและคืนทรัพย์: ศาลแพ่ง (รัชดาฯ) มีคำสั่งให้ ยกคำร้อง ของสำนักงาน ปปง. ที่ขอให้ทรัพย์สิน 26 รายการ มูลค่าประมาณ 74.2 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน และสั่งให้ คืนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่เจ้าของ (ทนายตั้มและภรรยา)

2.เหตุผลหลัก: พยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอ: ศาลวินิจฉัยว่าพยานที่ฝ่ายผู้ร้อง (ปปง./อัยการ) นำสืบนั้นมีเพียงปากเดียว และเป็นพยานที่ “สรุปสำเนา” มาจากพนักงานสอบสวนอีกที ไม่ใช่ประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์จริง ทำให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือน้อย

3.ขาดประจักษ์พยานสำคัญ: ฝ่ายผู้ร้อง ไม่ได้นำ “เจ๊อ้อย” (ผู้เสียหาย) หรือพนักงานสอบสวนที่ทำคดีโดยตรงมาเบิกความต่อศาล เพื่อยืนยันพฤติการณ์การฉ้อโกงให้เป็นที่ยุติ

4.ข้อต่อสู้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา: ทนายตั้มและภรรยาให้การปฏิเสธมาตลอด โดยแย้งว่าเงิน 71 ล้านบาทนั้น “ได้มาโดยเสน่หา” จากความรักใคร่ชอบพอส่วนตัว ไม่ได้มีการหลอกลวงลงทุนแอปลอตเตอรี่ พร้อมมีหลักฐานแชตไลน์สนับสนุน ซึ่งฝ่ายผู้ร้องไม่ได้นำสืบหักล้างประเด็นนี้อย่างชัดเจน

5.หลักการของศาล: แม้มาตรการยึดทรัพย์จะเป็นคดีแพ่งที่ใช้หลัก “ความน่าจะเป็น” (ไม่จำต้องปราศจากข้อสงสัยเท่าคดีอาญา) แต่ผู้ร้องยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า พฤติการณ์ครบองค์ประกอบความผิดมูลฐาน ซึ่งในคดีนี้ศาลมองว่าพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำผิดมูลฐานเกิดขึ้นจริง

สรุปสั้นๆ : ศาลสั่งคืนทรัพย์เพราะ ปปง. นำสืบด้วยพยานบอกเล่าและเอกสารจากชั้นสอบสวนฝ่ายเดียว โดยไม่มีพยานบุคคลสำคัญมายืนยันความผิดในศาล ทำให้พยานหลักฐานสู้ฝ่ายทนายตั้มที่มีหลักฐานโต้แย้งไม่ได้

อ่านข่าวฉบับเต็ม ศาลยกคำร้อง ปปง. ชี้หลักฐานไม่ถึง สั่งคืนทรัพย์ 74 ล้านให้ “ทนายตั้ม”