ผลการศึกษาชิ้นใหม่ชี้ว่า จำนวนวันที่อากาศร้อนจัด แห้ง และมีลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่ารุนแรง เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา โดยนักวิจัยประเมินว่า มากกว่า 60% ของการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศ

The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยงานวิจัยในวารสารไซเอนซ์ แอดวานซ์ส (Science Advances) ที่ระบุว่า เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น หลายภูมิภาคทั่วโลกเผชิญสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่าในช่วงเวลาเดียวกันมากขึ้น ภาวะเช่นนี้เรียกว่า ‘สภาพอากาศไฟป่าแบบพร้อมกัน’ ซึ่งหมายถึงหลายพื้นที่มีทั้งความร้อน ความแห้งแล้ง และลมแรงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ความเสี่ยงไฟป่าขยายวงกว้าง และทำให้การรับมือยากขึ้น เพราะแต่ละประเทศอาจต้องจัดการไฟในพื้นที่ของตนเอง จนไม่สามารถส่งกำลังช่วยเหลือกันได้เหมือนในอดีต

ข้อมูลระบุว่า ช่วงปี 1979 ถึงกลางทศวรรษ 1990 โลกมีที่วันเสี่ยงในลักษณะนี้เฉลี่ยปีละ 22 วัน แต่ในปี 2023 และ 2024 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่า 60 วันต่อปี

‘จอห์น อาบัตโซกลู’ (John Abatzoglou) นักวิทยาศาสตร์ด้านไฟป่าจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมอร์เซด (University of California, Merced) และผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า แนวโน้มสภาพอากาศที่ร้อน แห้ง และลมแรงบ่อยขึ้นแบบนี้ ทำให้หลายพื้นที่มีโอกาสเผชิญไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมได้ยากมากขึ้น ขณะที่ ‘คอง หยิน’ (Cong Yin) หัวหน้าคณะวิจัย อธิบายว่า การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์เฉพาะสภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่า ไม่ได้วัดจำนวนเหตุไฟป่าโดยตรง เพราะการที่ไฟจะเกิดขึ้นได้ ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น เชื้อเพลิงอย่างต้นไม้หรือพุ่มไม้ และแหล่งจุดติดไฟจากฟ้าผ่าหรือกิจกรรมของมนุษย์

ทีมวิจัยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบข้อมูลจริงตลอด 45 ปีที่ผ่านมา กับสถานการณ์สมมติที่โลกไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ผลที่ได้ชี้ว่า มากกว่า 60% ของจำนวนวันที่หลายภูมิภาคทั่วโลกมีสภาพอากาศเสี่ยงไฟป่าเกิดขึ้นพร้อมกัน มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์มีส่วนในการก่อ

เมื่อดูเป็นรายภูมิภาค ในสหรัฐอเมริกาภาคพื้นทวีป ช่วงปี 1979-1988 มีวันเสี่ยงเฉลี่ย 7.7 วันต่อปี แต่ในช่วง 10 ปีหลังสุด เพิ่มเป็น 38 วันต่อปี ส่วนครึ่งตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้เพิ่มจาก 5.5 วันต่อปี เป็น 70.6 วันต่อปีในทศวรรษที่ผ่านมา และพุ่งสูงถึง 118 วันในปี 2023

ทั้งนี้ จากทั้งหมด 14 ภูมิภาคทั่วโลก มีเพียงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แนวโน้มลดลง ซึ่งนักวิจัยคาดว่าเป็นผลจากความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อหลายภูมิภาคต้องเผชิญฤดูไฟป่าพร้อมกันมากขึ้น ระบบรับมือไฟป่าในระดับโลกอาจเสี่ยงต่อการรองรับสถานการณ์ได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากแต่ละพื้นที่ต้องจัดการปัญหาของตนเอง และยากที่จะช่วยเหลือกันได้เหมือนในอดีต