“ตลาดอีคอมเมิร์ซ” หรือการซื้อขายสินค้าออนไลน์ของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน หลายคน “F” สินค้า และเก็บสินค้าใส่ตะกร้าบนแพลตฟอร์มจนคุ้นชิน

จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ตลาดอีคอมเมิร์ซมีสินค้าที่หลากหลาย หาได้ทุกอย่าง ขณะที่ราคาอาจจะถูกกว่าไปซื้อหน้าร้าน จากปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเดินต่อไปทางไหน วันนี้คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” มีมุมมองจาก “วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย อีกหนึ่งบิ๊กแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในไทย

“วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย” บอกว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวจากมูลค่าราว 9.7 แสนล้านบาท ในปี 2568 สู่ 1.8 ล้านล้านบาท ในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) สูงกว่า 14% ต่อปี โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มุ่งเน้นการเติบโตผ่านมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ (Value per Order) แทนที่การเติบโตเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว

วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย

“แม้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยยังค่อนข้างท้าทาย แต่เราเห็นภาพการเติบโตของอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพราะมีหลายปัจจัย สิ่งแรกคือทุกวันนี้อีคอมเมิร์ซหรือการใช้จ่ายออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไปแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย มีความรวดเร็ว สามารถดูสินค้าหรือสั่งซื้อได้ทุกที่ และมีข้อได้เปรียบที่สามารถเปรียบเทียบสินค้าและราคาได้ชัดเจน ใครขายอะไร ราคาเท่าไหร่ เห็นรีวิวจากผู้ซื้อคนอื่นๆ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบตัดสินใจได้ค่อนข้างง่าย”

ผู้บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย ยังได้มองถึงเทรนด์การซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไป แม้ในยุคเศรษฐกิจจะเติบโตยังไม่มาก ผู้ซื้อคิดมากขึ้นในการจับจ่าย แต่แทนที่จะซื้อด้วยราคา หรือคอนเทนต์ที่รวดเร็ว กลับมีการดูเรื่องความคุ้มค่าและคุณภาพในระยะยาวเป็นหลัก อย่างแพลตฟอร์มลาซาด้า เราเห็นการเติบโตของสินค้าแบรนด์ในลาซมอลล์ (LazMall) มากขึ้น ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้ของแท้และมีคุณภาพ โดยมีราคาเฉลี่ยของสินค้าที่ขายได้สูงขึ้นประมาณ 10% เกือบทุกหมวดหมู่ อย่างอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 20% ทำให้ภาพรวมของลาซาด้าเติบโตเป็นเลขสองหลัก และทำให้ตลาดไทยเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคนี้

“ลาซาด้าได้ทำรายงานวิจัย The Rise of Authenticity-Driven E-Commerce in Thailand ที่ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคในภูมิภาคไหลเข้าสู่มาร์เก็ตเพลสรูปแบบ Mall หรือศูนย์รวมร้านค้าทางการของแบรนด์ต่างๆ มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 12% ในปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นราว 30% ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 55% ภายในปี 2573 แนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนถึงเทรนด์ “Trade-up” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในหมู่นักช้อปไทย ซึ่งพร้อมขยับเพดานการใช้จ่ายเพื่อแลกกับสินค้าคุณภาพจากแบรนด์แท้ที่น่าเชื่อถือ สอดคล้องกับอินไซต์ของลาซาด้าในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมาที่มียอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตขึ้นถึง 51%”

ภาพ pixabay.com

“การดำเนินธุรกิจของลาซาด้าจะสอดคล้องไปกับการเติบโตของตลาด โดยทิศทางกลยุทธ์ของลาซาด้าในปีนี้จะปรับสู่ Confidence Commerce เน้นเรื่องความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือกับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของสินค้า การบริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภคที่เน้นความเชื่อมั่นความน่าเชื่อถือ โดยแน่นอนว่าจะมีลาซมอลล์เป็นหัวใจสำคัญ อย่างที่เห็นปีที่แล้วยอดขายบนลาซมอลล์เติบโตขึ้นถึง 51% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยจะพัฒนาให้เป็นศูนย์รวมของสินค้าแบรนด์แท้และสินค้าคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นโกลบอลแบรนด์ (Global Brand) และแบรนด์ไทย ที่ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ สำหรับผู้บริโภคทุกวัยทุกความต้องการ”

นอกเหนือจากเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือแล้ว ในฝั่งบริการจะเน้นในเรื่อง 4 การันตี ทั้งสินค้าแท้ จัดส่งตรงเวลา คืนได้ภายใน 30 วัน และสต็อกที่มีพร้อมส่ง และการส่งที่รวดเร็ว โดยกว่า 95% สินค้าจะส่งภายในวันถัดมา นอกจากนี้จะมีการจัดโปรโมชัน คูปองส่วนลดต่างๆ จากพาร์ทเนอร์แบรนด์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ สุดท้ายก็เป็นเรื่องของ เอไอ (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ นำมาใช้ในการยกระดับประสบการณ์ทั้งจากฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ

ในการนำเอไอมาใช้นั้น ทางลาซาด้ามี Lazzie เป็นฟีเจอร์แชตบอทอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเอไอ มาพร้อมความสามารถในการแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคล โดยวิเคราะห์จากแนวโน้มความสนใจ ประวัติการสั่งซื้อ และบริบทของคำค้นหา เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เข้าใจผู้ใช้อย่างแท้จริง เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่รู้ใจ (Personal Shopper) ซึ่งในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมา มีการใช้งานเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 120% และช่วยเพิ่มอัตราการสั่งซื้อได้ถึง 40%

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีการพูดถึงเรื่องสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาจนทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ไม่สามารถแข่งขันได้นั้น

ภาพ pixabay.com

“วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย” ยืนยันว่า หนึ่งในพันธกิจของ “ลาซาด้า ประเทศไทย” ก็คือการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ การจัดเทรนนิ่ง ทั้งการทำชอร์ตคลิปวิดีโอ การไลฟ์สตรีมมิ่ง การอัปสกิลหรือต่อยอดศักยภาพในการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น ให้มียอดขายที่เติบโตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้มีการส่งเสริมแบรนด์ไทยให้ขายในลาซมอลล์ หรือผลักดันให้แบรนด์ไทยทำโปรเจกต์ร่วมกับแบรนด์ระดับโลก อย่างเช่น แฟชั่นเสื้อผ้า เป็นต้น ขณะเดียวกันในเรื่องราคา การที่ภาครัฐได้มีการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นกับสินค้าที่มาจากประเทศจีน ลาซาด้ามองว่าเป็นมาตรการที่ค่อนข้างดี ทำให้การขายเป็นธรรมมากขึ้น

สำหรับในเรื่องการที่ภาครัฐอาจจะออกกฎระเบียบ ควบคุมเรื่องค่าธรรมเนียม และเรื่องขนส่งสินค้านั้น ผู้บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย บอกว่า การประกาศเรื่องค่าธรรมเนียม ยืนยันว่ามีความโปร่งใสชัดเจน ทั้งด้านผู้ซื้อ ผู้ขาย และมีการประกาศล่วงหน้า โดยส่วนใหญ่เวลาประกาศค่าธรรมเนียมจะคำนึงถึงทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารงานเบื้องต้น รวมไปถึงการนำกลับมาลงทุนกับผู้บริโภค หรือนำมาต่อยอดพัฒนาระบบหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเพย์เมนต์ (Payment) การชำระเงิน โลจิสติกส์ หรือการใช้เทคโนโลยีพัฒนาต่างๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างประสบการณ์การใช้งานบนแพลตฟอร์มที่ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ในเรื่องการขนส่ง ทางลาซาด้าเน้นเรื่องของประสบการณ์ของผู้บริโภคเป็นหลัก คือการได้รับของที่รวดเร็ว ในค่าใช้จ่ายที่ถูก โดยเราทำงานร่วมกับบริษัทขนส่งมากกว่า 6 พาร์ทเนอร์ ซึ่งระบบจะดูโลเคชัน (Location) ว่าเจ้าไหนควรส่งอะไร ซึ่ง 6 พาร์ทเนอร์ ก็มีหลายปัจจัยที่พิจารณา อย่างเช่น ขนาดของสินค้า น้ำหนัก แต่ละเจ้าก็ขนส่งได้ไม่เท่ากัน เรื่องของพื้นที่ ผู้ขายมีแวร์เฮาส์ (Warehouse) อยู่ที่ไหน พื้นที่ไหน แล้วก็รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการบริการต่างๆ ระยะทาง นอกจากนี้เรายังมี Pick-up เข้าไปรับสินค้าให้เอง จึงอยากชี้แจงให้เข้าใจว่า เรื่องการขนส่งเราทำงานกับพาร์ทเนอร์หลายราย และคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อประสบการณ์ที่ดีของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเป็นหลัก

ภาพ pixabay.com

“ในแง่ของด้านขนส่ง คิดว่าไม่น่าจะติดปัญหาอะไร เพราะเราค่อนข้างสอดคล้องไปกับสิ่งที่ภาครัฐมองและดำเนินการอยู่ โดยทางลาซาด้าเน้นความหลากหลายและเป็นธรรม สามารถตอบโจทย์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคและผู้ขายบนแพลตฟอร์มของเรา นอกจากนี้ในเรื่องบริการหลังการขาย นโยบายการคืนสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้ส่งผลดีกับผู้ซื้อและผู้ขายทั้งหมดในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของเรา”

ทั้งหมดคือมุมมองจากผู้บริหารหนึ่งในยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในไทย ที่มองถึงแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม และรวมถึงปัญหาที่กำลังเป็นประเด็นที่พูดถึงขณะนี้!?!

Cyber Daily