SCB CIO วิเคราะห์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก คาดสงครามไม่ขยายวงกว้าง อาจเพิ่มความผันผวนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำ พุ่งขึ้นตามแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แนะนักลงทุนใช้จังหวะปรับฐานสะสมตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง รวมถึงตราสารหนี้สหรัฐ คุณภาพดี ระยะสั้นถึงกลาง และตราสารหนี้ไทยระยะสั้น ทองคำ-โลหะเงิน และน้ำมัน ไม่ควรไล่ราคา เข้าซื้อเมื่อย่อตัว
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB CIO) เปิดเผยว่า สถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีโอกาสรุนแรงขึ้นได้ในระยะสั้น หากอิหร่าน มีการตอบโต้ที่ยืดเยื้อและลุกลาม หลังจากการสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งจะส่งผลกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระยะสั้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมัน มีแนวโน้มพุ่งสูงในระยะสั้นเช่นเดียวกัน
SCB CIO คาดว่า สงครามจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้างจนกลายเป็นสงครามในระดับภูมิภาค ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังจำกัด
นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด มองความเป็นไปได้ของสถานการณ์ เป็น 3 กรณี ดังนี้
- กรณีที่ 1 Base Case (โอกาสเกิด 65%) มีการปะทะรุนแรงในระยะสั้น แต่อิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์หลังการสูญเสียผู้นำ นำมาสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามในที่สุด ซึ่งคาดว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
- กรณีที่ 2 Best Case (โอกาสเกิด 25%) การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ทำให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับมาเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับฐานลง อยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
- กรณีที่ 3 Worst Case (โอกาสเกิด 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้างขึ้นและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร โดยการเปลี่ยนระบอบการปกครองทำได้ยากและเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้น อยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ภาวะสงครามลงทุนยังไงดี?
- คำแนะนำลงทุน SCB CIO มองว่า ตลาดหุ้นโลก มีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้น ตามความกังวลบนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)
- ไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากผลกระทบยังจำกัด
- แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม (Buy on weakness) ในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งทั้งบนพอร์ตหลักระยะยาว (Core Portfolio) และพอร์ตเสริมระยะสั้น (Opportunistic Portfolio) สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป
แนะนำการลงทุนตลาดหุ้นไทย
- ตลาดหุ้นไทย แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้น จากการมีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนที่มาก แต่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวน และอาจปรับลดลงตามตลาดหุ้นโลกเช่นกัน
- ดัชนี SET Index พุ่งขึ้นถึง 21.3% YTD แล้ว เพิ่มโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุน
- กรณีผู้ที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตลงทุน แนะนำให้ถือ เพื่อรอขายเมื่อดัชนีฯ ฟื้นตัว เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของดัชนี SET Index ยังต่ำกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย
- กรณีที่รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
แนะนำการลงทุนตลาดตราสารหนี้
- แนวโน้ม ตลาดตราสารหนี้ คาดว่า ตลาดพันธบัตรสหรัฐมีโอกาสที่ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) จะลดลงระยะสั้น จากภาวะ Risk-off ที่นักลงทุนกลับเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า
- แนะนำลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯและหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีของสหรัฐ ระยะสั้นถึงกลาง
- แนะนำให้เข้าลงทุนในตราสารหนี้ไทย ระยะสั้น ที่ได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
- ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และโลหะเงิน แม้ราคาจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นแรงในระยะสั้นจากสถานการณ์สงคราม แต่มีโอกาสปรับลดลงหากสงครามคลี่คลายตาม Base Case ที่เรามองไว้
ดังนั้นแนะนำถือลงทุนตามสัดส่วนทึ่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยควรทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวเท่านั้น ไม่ควรไล่ซื้อ


